บทความ บทวิเคราะห์

จากฮอร์มุซถึงปั้มน้ำมัน รอยร้าวพลังงานโลก กระทบกระเป๋าคนไทย

แชร์ข่าว

วิกฤตพลังงานโลกที่กำลังสั่นคลอนเศรษฐกิจไทยขณะนี้ มีจุดเริ่มต้นสำคัญจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก มีน้ำมันดิบไหลผ่านถึงวันละประมาณ 20 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณการใช้ทั่วโลก

แม้อิหร่านจะระบุว่าไม่ได้ปิดช่องแคบโดยสมบูรณ์และยังอนุญาตให้เรือจากบางประเทศ เช่น จีนและอินเดีย ผ่านได้ แต่ความก้าวร้าวของสหรัฐฯ ทำให้การเดินเรือไม่ปลอดภัย ส่งผลให้น้ำมันกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวันหายไปจากระบบ

อีกด้านหนึ่ง ยังมีเส้นทางเลี่ยงผ่านท่อส่งน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แต่โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลับตกเป็นเป้าหมายการโจมตี โดยเฉพาะท่าเรือฟูไจราห์ใน UAE ที่ถูกโจมตีอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยอย่างรุนแรงเนื่องจากไทยมีการนำเข้าปิโตรเลียมจาก UAE สูงถึงร้อยละ 42

ผลกระทบดังกล่าวลุกลามสู่ปัญหาภายในประเทศอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 เกิดภาวะตื่นตระหนกทำให้ยอดการใช้น้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ณ วันที่ 17 มีนาคม 2569 ระบุว่ายอดใช้เบนซินพุ่งจาก 28.97 ล้านลิตรในวันที่ 1 มีนาคม เป็น 50.77 ล้านลิตรในวันต่อมา ขณะที่ดีเซลพุ่งจาก 61 ล้านลิตรไปแตะระดับสูงสุดที่ 118 ล้านลิตรในวันที่ 4 มีนาคม

ความต้องการที่ล้นเกินส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำมันหมดคลังในสถานีบริการ จากการสำรวจ 1,502 แห่ง พบว่าร้อยละ 10.1 ต้องปิดให้บริการ และร้อยละ 69.2 มีน้ำมันบางชนิดหมด สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากความผิดปกติในการส่งน้ำมันให้กลุ่ม “จ๊อบเบอร์” หรือผู้ค้าคนกลาง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องหันมาแย่งเติมน้ำมันที่สถานีบริการทั่วไปแทน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งานไม่น้อยกว่า 101 วัน โดยแบ่งเป็นน้ำมันในประเทศ 42 วัน และอยู่ระหว่างการขนส่งอีก 59 วัน

ในมิติเศรษฐกิจและข้อสังเกตด้านโครงสร้างราคา มีการตั้งประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของ “ค่าการกลั่น” ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากประมาณ 2 บาทต่อลิตร เป็น 6 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ทั้งที่โรงกลั่นในไทยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามและไทยสามารถกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปได้เองร้อยละ 100

นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติที่ราคาน้ำมันในสิงคโปร์ปรับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 4 แต่ราคาในไทยกลับพุ่งสูงเกือบร้อยละ 30 สะท้อนถึงปัญหาการอ้างอิงราคาที่ไม่ได้สะท้อนต้นทุนจริง

ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมียอดติดลบไปแล้ว 16,500 ล้านบาท ส่งผลให้กระทรวงพลังงานจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยตั้งเพดานไว้ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ภาคขนส่งได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาดีเซลและยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อลดภาระต้นทุน

สำหรับแนวโน้มในอนาคต สศช. ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อถึง 3 เดือน ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งไปที่ 95-105 เหรียญต่อบาร์เรล และดันเงินเฟ้อไทยไปที่ร้อยละ 1.9 ทางออกและแนวทางแก้ไขในระยะสั้น รัฐบาลได้เร่งเจรจาเพิ่มปริมาณการจัดหา LNG จากสหรัฐฯ จากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน และร่นระยะเวลาส่งมอบให้เร็วขึ้น

รวมถึงการเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียเพื่อเสริมความมั่นคง พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้น้ำมันทางเลือก เช่น E20 โดยปรับส่วนต่างราคาให้ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 5 บาทต่อลิตร และเตรียมนำดีเซล B10 และ B20 มาใช้ในราคาที่ต่ำกว่าปกติ 4-5 บาทต่อลิตรเพื่อช่วยภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

ขณะเดียวกันได้ประกาศมาตรการ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนลดการใช้พลังงานร้อยละ 10 ปรับอุณหภูมิแอร์ 26-27 องศา และสนับสนุนการทำงานจากที่บ้าน (WFH) เพื่อลดการนำเข้าพลังงาน

ในมิติการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว มีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาใช้กฎหมายพิเศษ เช่น พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อควบคุมราคาและตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงแทนการใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนกำไรโรงกลั่น

รวมถึงการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Profit Tax) จากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นเพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชน การพัฒนาโรงกลั่นฝางให้เป็นแหล่งน้ำมันสำรองของรัฐ ตลอดจนการเปลี่ยนฐานอ้างอิงราคาจากสิงคโปร์เป็นวิธี “Cost Plus” หรือต้นทุนจริงบวกกำไรที่เหมาะสม

รวมถึงเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ปัจจุบันมีต้นทุนลดต่ำลง และเทคโนโลยีไพโรไลซิสผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกในระดับชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำในอนาคต

ข่าวแนะนำ