เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2569 ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวลดลงในวันศุกร์ (6 มี.ค.) และเผชิญแรงขายหนักตลอดทั้งสัปดาห์ โดยดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลงรายสัปดาห์รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ยังเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 598.69 จุด ลดลง 6.14 จุด หรือ -1.02%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,993.49 จุด ลดลง 52.31 จุด หรือ -0.65% ขณะที่ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 23,591.03 จุด ลดลง 224.72 จุด หรือ -0.94% ส่วนดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,284.75 จุด ลดลง 129.19 จุด หรือ -1.24%
ดัชนี STOXX 600 ยังแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 เดือน และเมื่อรวมทั้งสัปดาห์พบว่าปรับตัวลดลงถึง 5.5% โดยตลาดหุ้นเยอรมนีและฝรั่งเศสเผชิญการปรับตัวลงรายสัปดาห์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ขณะที่ตลาดหุ้นสเปนร่วงลงหนักที่สุดในรอบ 4 ปี
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่ดำเนินมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ และอาจทำให้โอกาสในการยุติสงครามยิ่งยากขึ้น
ในด้านการลงทุน หุ้นกลุ่มธนาคารยังคงเผชิญแรงเทขาย โดยดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวลดลง 1.7% ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่หุ้น HSBC และ Allianz ลดลง 2.6% และ 1.6% ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ปรับตัวลดลง 1.6% หลังหุ้น Zealand Pharma ร่วงลงถึง 36% และหุ้น Roche ลดลง 2.9% เนื่องจากผลการทดลองระยะกลางของยารักษาโรคอ้วนที่บริษัทกำลังพัฒนาออกมาต่ำกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ ยังระบุว่า การจ้างงานในเดือนที่ผ่านมาออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ และอัตราการว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงาน
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกกำลังดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน
นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเผชิญความยากลำบากในการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง ขณะที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับสูง และอาจส่งผลให้การเติบโตของการจ้างงานในช่วงหลายเดือนข้างหน้ามีข้อจำกัด
อย่างไรก็ตาม ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรปยังไม่เห็นความจำเป็นในการดำเนินมาตรการเร่งด่วน แม้ว่ายุโรปจะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงก็ตาม
นักวิเคราะห์บางรายยังเตือนว่า ยุโรปอาจได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมากกว่าภูมิภาคอื่น และมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะ stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจเติบโตช้าแต่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
ในขณะเดียวกัน ดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.8% และดัชนีหุ้นกลุ่มกลาโหมเพิ่มขึ้น 1% จากแนวโน้มความต้องการอาวุธที่เพิ่มขึ้น โดยหุ้น Rheinmetall และ Leonardo ปรับตัวขึ้น 2.9% และ 3.4% ตามลำดับ
ดัชนีวัดความผันผวนของตลาดหุ้นยุโรป หรือ STOXX Volatility Index พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนในช่วงต้นสัปดาห์ และยังคงอยู่ในระดับสูงในวันศุกร์
สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น Sectra ปรับตัวขึ้น 14% หลังบริษัทเทคโนโลยีระบบภาพทางการแพทย์รายงานกำไรไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
ในทางกลับกัน หุ้น Universal Music Group ซึ่งเป็นค่ายเพลงรายใหญ่ที่สุดของโลก ร่วงลง 8.1% หลังบริษัทเปิดเผยว่ากำไรสุทธิลดลง พร้อมทั้งประกาศระงับแผนการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว
#หุ้นยุโรป #ตลาดหุ้นยุโรป #STOXX600 #ตลาดหุ้นโลก #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวการเงิน #สงครามตะวันออกกลาง #เศรษฐกิจโลก #Fed #ราคาน้ำมัน #ตลาดหุ้นวันนี้







