คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
ขณะนี้แทบจะไม่มีนักการเมืองในโลกสักกี่คนเลย ที่จะกล้าเข้าไปท้าทายต่อ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” อย่างแข็งขันกล้าหาญชาญชัยได้เทียบเท่ากับ “นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์” โดยที่ผ่านมาดูเหมือนว่ามีแต่เขาผู้เดียวเท่านั้นที่กล้าออกมาท้าทายประธานาธิบดีทรัมป์บนเวทีระดับโลก ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์!
นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ วัย 61 ปี เพิ่งจะเข้าไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแคนาดาได้เพียงหนึ่งปีกว่า ๆ เท่านั้น โดยเขามีชีวประวัติทั้งทางด้านการเรียนและการทำงานที่แสนยอดเยี่ยม นายกฯ มาร์ค คาร์นีย์ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจาก “ฮาร์วาร์ด” แขนงเศรษฐศาสตร์ จากนั้นเขาจึงตัดสินใจไปศึกษาต่อที่ “มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด” ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในแขนงเศรษฐศาสตร์ด้วยเช่นกัน
ก่อนหน้าที่มาร์ค คาร์นีย์ จะเข้าไปนั่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งแคนาดา เขาเคยทำงานในระดับผู้บริหารในธนาคารยักษ์ใหญ่ชื่อดังของสหรัฐฯ “Goldman Sachs” และเขาก็เคยทำงานในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งแคนาดา และ “ธนาคาร Bank of England” รวมกันแล้วนานกว่า 20 ปีเลยทีเดียว
เมื่อปี ค.ศ. 2025 เขาตัดสินใจผันตัวก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองในตำแหน่งหัวหน้า “พรรค Liberal Party” ของแคนาดา และครั้งนั้นแววแห่งการเป็นนักการเมืองดาวรุ่งพุ่งแรงก็สาดส่องมายังเขาในแทบจะทันที จนความฝันในทางเดินสายการเมืองของเขาเกิดเป็นความจริง โดยเขาสามารถเข้าไปนั่งรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแคนาดาคนที่ 24 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 2025
นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ เป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านความซื่อสัตย์และความกล้าหาญ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่เขาจะมียอดทรัพย์สินเพียง 6 ล้านดอลลาร์เท่านั้น
อนึ่ง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม 2026 นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ได้ออกมากล่าวสุนทรพจน์พิเศษประจำปีบนเวทีเศรษฐกิจโลก “World Economic Forum” ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเขากล่าวเน้นย้ำถึงการสิ้นสุดของการจัดระเบียบระหว่างประเทศที่เคยยึดเป็นหลักของกฎหมาย ซึ่งเขากล่าวบ่งชี้อย่างเข้มแข็งว่า
“ขณะนี้แคนาดากำลังปรับตัว โดยเร่งเสริมสร้างความเป็นอิสระในเชิงกลยุทธ์ ไปพร้อม ๆ กับการรักษาคุณค่าต่าง ๆ อาทิ สิทธิมนุษยชนและด้านอธิปไตย”
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีคาร์นีย์ยังกล่าวเรียกร้องให้ประเทศที่มีอำนาจระดับกลางเช่นเดียวกับแคนาดา หันมาร่วมมือกันเพื่อต่อต้านประเทศมหาอำนาจในด้านการเพิ่มอำนาจทางการทหาร เพื่อให้โลกมีความยุติธรรมและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แรกเริ่มนายกรัฐมนตรีคาร์นีย์กล่าวสุนทรพจน์ด้วยภาษาฝรั่งเศส และต่อมาเขาค่อย ๆ เปลี่ยนกลับมาเป็นภาษาอังกฤษ โดยสุนทรพจน์ของเขามีเนื้อหาสาระพุ่งตรงไปยังการจัดระเบียบใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการเข้าไปท้าทายนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกาโดยตรง
อันที่จริงแล้ว ในอดีตแคนาดาคือประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามาอย่างช้านาน และยังมีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ใหญ่กว่าสหรัฐอเมริกาเสียอีก! แต่เพียงไม่กี่เดือนภายหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวในสมัยที่สอง เขาก็ออกมาป่าวประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากแคนาดา ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2025 โดยเขาอ้างว่า “เป็นการทำโทษที่มีผู้อพยพจำนวนมากจากเขตพรมแดนของแคนาดาเข้าสู่สหรัฐอเมริกา”
เริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นมา ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในคำสั่งเก็บภาษีสำหรับสินค้าเกือบทั้งหมดจากแคนาดา อีกทั้งสมัยที่โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหาเสียงเพื่อเข้าสู่ทำเนียบขาวสมัยที่สองเมื่อเดือนธันวาคม 2024 เขายังได้เสนอแนวความคิดในทำนองว่า “ต้องการจะผนวกแคนาดาเข้าไปเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ” ซึ่งแน่นอนว่าข้อเสนอในครั้งนั้นสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวแคนาดาเป็นอย่างมาก และเป็นการปลุกใจทำให้ประชาชนชาวแคนาดาออกมาต่อต้านแนวความคิดของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างรุนแรง
จากการรายงานของสำนักหยั่งเสียงหลายแห่งของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2025 พบว่ามีสำนักหยั่งเสียงชื่อดังถึง 3 แห่ง ออกมาเปิดเผยว่าชาวแคนาดาต่อต้านแนวความคิดของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างท่วมท้น อาทิ:
สำนักหยั่งเสียง Angus Reid: รายงานเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2025 ระบุว่าชาวแคนาดาถึง 90% ไม่เห็นด้วยที่จะนำแคนาดาไปผนวกเข้ากับสหรัฐฯ ขณะที่มีผู้เห็นด้วยเพียง 10%
สำนักโพล Ipsos: รายงานเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2025 ว่าชาวแคนาดา 80% ไม่เห็นด้วย และเห็นด้วย 20%
สำนักหยั่งเสียง Abacus Data: เปิดเผยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2025 ว่าชาวแคนาดาไม่เห็นด้วยมากถึง 71% และเห็นชอบอยู่ที่ 22%
คราวนี้ลองหันกลับไปฟังคำกล่าวปราศรัยของนายกรัฐมนตรีคาร์นีย์ต่อ ซึ่งเขาชี้ว่าแคนาดาเป็นประเทศที่มีอำนาจในระดับกลาง แต่เป็นประเทศที่คงไว้ซึ่งความยุติธรรม มีอธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชน และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องยั่งยืน นายกรัฐมนตรีคาร์นีย์กล่าวว่าทุกวันนี้เราอยู่ในยุคแห่งการแข่งขันช่วงชิงอำนาจเพื่อความยิ่งใหญ่ จึงมีผลทำให้กฎระเบียบที่เคยใช้ยึดเป็นหลักกฎหมายกำลังจะไร้ประสิทธิภาพและไร้ความเคารพ และอีกไม่ช้าก็คงจะจางหายไป สืบเนื่องมาจากประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของโลกทำตามอำเภอใจ ไร้มนุษยธรรม จนทำให้ผู้ที่อ่อนแอกว่าต้องทนทุกข์ทรมาน ส่วนประเทศที่อ่อนแอกว่าก็ต้องทำใจก้มหัวยอมปฏิบัติตามเพื่อปรับตัวและหลีกเลี่ยงปัญหา
นายกรัฐมนตรีคาร์นีย์กล่าวต่อว่า เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่แคนาดาและประเทศต่าง ๆ เจริญรุ่งเรืองภายใต้ระเบียบระหว่างประเทศ โดยยึดถือหลักเกณฑ์อย่างเหนียวแน่น และแคนาดายังได้เข้าร่วมกับสถาบันต่าง ๆ ของระเบียบนี้ และได้รับผลประโยชน์จากความแน่นอนของระเบียบนี้ เราจึงสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ยึดมั่นในคุณค่าภายใต้การคุ้มครองของกฎระเบียบนี้ได้อย่างมั่นคง
อย่างไรก็ตาม แคนาดาก็ตระหนักดีว่ากฎระเบียบระหว่างประเทศมีบางส่วนที่เป็นจริงสามารถปฏิบัติตามได้ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่บิดเบือนไม่สามารถปฏิบัติตามได้ สืบเนื่องมาจากประเทศมหาอำนาจมักจะยกเว้นกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประเทศตนเอง อาทิ กฎหมายทางด้านการค้าที่มีการบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับอิทธิพลหรือถูกครอบงำโดยสหรัฐอเมริกานั่นเอง
ทั้งนี้ สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีคาร์นีย์มุ่งประเด็นไปที่การต่อต้านลัทธิเผด็จการและการกีดกันที่ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามทำลายกฎระเบียบของโลกที่ใช้กันมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
จู่ ๆ ในวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ออกมาประกาศถอนคำเชิญแคนาดาออกจากการเป็นสมาชิกร่วมใน “บอร์ดแห่งสันติภาพ” ของเขา อนึ่ง “The Board Of Peace” นี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าเขาจะดำรงตำแหน่งประธานไปตลอดชีพ ปรากฏว่าบรรดาประเทศพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ ต่างถอยห่างไม่ยอมเข้าร่วมโครงการนี้ โดยส่วนใหญ่ออกมาอ้างในทำนองว่า “ต้องการจะศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมให้ดีเสียก่อน”
กล่าวโดยสรุป ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าบทบาทของ “นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์” กลายเป็นไวรัลและเป็นจุดเด่นที่น่าจับตามองบนเวทีการเมืองระดับโลก แม้ว่าแคนาดาจะเป็นประเทศในระดับกลาง ๆ แต่ประชาชนชาวแคนาดาก็มิได้อยู่นิ่งเฉย พวกเขาลุกขึ้นสนับสนุนผู้นำอย่างแข็งขันเพิ่มมากขึ้น และเป็นเรื่องแน่นอนว่านายกรัฐมนตรีคาร์นีย์ได้กลายเป็นศัตรูทางการเมืองต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไปแล้วโดยปริยาย
และไม่แน่ว่าแคนาดาอาจจะหันไปใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น และเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ประเทศไทยของเรายังคงยึดนโยบายยืดหยุ่นทางด้านการต่างประเทศ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป บรรยากาศการเมืองบนเวทีโลกคงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งไทยเราควรจะยืนหยัดในความยืดหยุ่นเป็นกลาง ซึ่งหากวิเคราะห์ดูแล้ว ก็น่าจะเป็นนโยบายที่เหมาะสมที่สุดแล้วครับ








