การเผชิญหน้าระหว่าง "สหรัฐอเมริกา" กับ "เวเนซุเอลา" เดินทางมาถึงจุดแตกหักอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 หลังจากที่ "ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์" ผู้นำสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า สหรัฐได้เปิดปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่โจมตีเวเนซุเอลา และสามารถควบคุมตัว "นิโคลัส มาดูโร" ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภริยาออกนอกประเทศได้แล้ว ปิดฉากความตึงเครียดที่สะสมมานานกว่าทศวรรษด้วยเสียงระเบิดและควันไฟกลางกรุงการากัส
รายงานจากหลายแหล่งระบุว่า ช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเวเนซุเอลา เกิดเสียงระเบิดอย่างน้อย 7 ครั้ง พร้อมการบินระดับต่ำของเครื่องบินไม่ทราบฝ่ายเหนือกรุงการากัส เมืองหลวงของประเทศ ขณะที่กลุ่มควันไฟพวยพุ่งขึ้นจากหลายจุดทั้งในเขตเมืองหลวงและพื้นที่ยุทธศาสตร์โดยรอบ
"รัฐบาลเวเนซุเอลา" ยืนยันว่าการโจมตีครอบคลุมทั้งเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในกรุงการากัส รวมถึงรัฐมิรันดา อารากัว และลาไกวรา พร้อมยอมรับว่ายังไม่สามารถยืนยันพิกัดที่แน่ชัดของมาดูโรได้ในช่วงแรก และเรียกร้องให้ประชาชนออกมารวมตัวต่อต้านบนท้องถนน
ภายหลังปฎิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ "ทรัมป์" ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการครั้งนี้ โดยย้ำว่าการควบคุมตัวมาดูโรและภริยาเป็นผลจากความร่วมมือของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสหรัฐฯ พร้อมประกาศเตรียมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการที่รีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก รัฐฟลอริดา ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวไม่เพียงยืนยันการใช้กำลังทางทหาร แต่ยังส่งสัญญาณชัดว่าสหรัฐฯ พร้อมเปลี่ยนสมการอำนาจในลาตินอเมริกาอีกครั้ง
เบื้องหลังการตัดสินใจเปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลา ไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน หากแต่เป็นผลสะสมจากแรงกดดันหลายมิติ ตั้งแต่ข้อกล่าวหาเรื่องการค้ายาเสพติด ปัญหาผู้อพยพ ไปจนถึงทรัพยากรพลังงานมูลค่ามหาศาลที่เวเนซุเอลาครอบครอง สหรัฐกล่าวหามาดูโรมายาวนานว่าเป็นแกนหลักของเครือข่ายค้ายาเสพติด “Cartel de los Soles” ที่ลักลอบส่งโคเคนเข้าสหรัฐฯ แม้จะไม่มีการเปิดเผยหลักฐานต่อสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม แต่ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกใช้เป็นฐานความชอบธรรมในการดำเนินปฏิบัติการทางทหารและการสกัดเรือในน่านน้ำเวเนซุเอลา
ประเด็นผู้อพยพเป็นอีกชนวนสำคัญ ทรัมป์ อ้างว่าเวเนซุเอลาปล่อยให้นักโทษและสมาชิกแก๊งอาชญากรรมหลุดรอดเข้าสหรัฐฯ ซึ่งสอดรับกับวาทกรรมหาเสียงของเขาที่มุ่งเน้นความมั่นคงชายแดน ขณะเดียวกัน เวเนซุเอลายังเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก ทำให้รัฐบาลการากัสกล่าวหาสหรัฐอย่างเปิดเผยว่า การโจมตีครั้งนี้เป็น “สงครามล่าอาณานิคมยุคใหม่” เพื่อแย่งชิงทรัพยากรพลังงาน
ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 เมื่อสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการทางทหารโจมตีเรือที่ต้องสงสัยว่าขนส่งยาเสพติดในน่านน้ำเวเนซุเอลา การโจมตีขยายวงไปยังแถบแคริบเบียนและแปซิฟิก มีรายงานผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 110 ราย พร้อมการยึดเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 2 ลำ และการคว่ำบาตรบุคคลใกล้ชิดมาดูโร รวมถึงบริษัทขนส่งพลังงานหลายแห่ง
หลังการโจมตี ผู้นำโลกออกมาแสดงจุดยืนแตกเป็นสองขั้ว พันธมิตรของเวเนซุเอลาอย่าง รัสเซีย และ จีน ประณามสหรัฐอย่างรุนแรง โดยรัสเซียระบุว่านี่คือ “การรุกรานด้วยอาวุธ” ขณะที่จีนแสดงความตกใจและชี้ว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของรัฐชาติ อิหร่าน ก็ออกมาประณามในทำนองเดียวกัน
ในลาตินอเมริกา ผู้นำหลายประเทศมองว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการจู่โจมอธิปไตยของภูมิภาค ขณะที่ฝั่งยุโรปแสดงท่าทีระมัดระวัง โดยย้ำให้ยึดกฎหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก แต่ก็มีบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ที่แสดงท่าทีไม่ปกป้องมาดูโรอย่างชัดเจน
ด้านองค์การสหประชาชาติ โดย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ถูกเวเนซุเอลาเรียกร้องให้เปิดประชุมฉุกเฉิน พร้อมกล่าวหาสหรัฐฯว่ากำลังสร้างบรรทัดฐานอันตรายต่อระบบโลก ขณะที่ สหประชาชาติ แสดงความกังวลต่อการไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศและความเสี่ยงต่อสิทธิมนุษยชน
รายงานล่าสุดจากสำนักข่าวสหรัฐฯ ระบุว่า มาดูโรและภริยาถูกควบคุมตัวส่งไปยังสถานกักกันในรัฐนิวยอร์ก และเตรียมขึ้นศาลสหรัฐในสัปดาห์หน้าในข้อหาขบวนการค้ายาเสพติดเพื่อการก่อการร้าย สมคบคิดนำเข้าโคเคน และครอบครองอาวุธร้ายแรง การควบคุมตัวผู้นำต่างชาติในลักษณะนี้จึงไม่เพียงเป็นคดีอาญา แต่คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนสมดุลอำนาจโลก
ในขณะที่ท้องถนนบางเมืองของสหรัฐเริ่มมีผู้ชุมนุมต่อต้านสงคราม เส้นทางข้างหน้าของวิกฤตเวเนซุเอลายังคงมืดมน ท่ามกลางคำถามใหญ่ที่ประชาคมโลกยังไม่อาจหาคำตอบได้ว่า นี่คือการบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดน หรือคือการเปิดฉากสงครามทรัพยากรครั้งใหม่ในศตวรรษที่ 21
#สหรัฐเวเนซุเอลา #ทรัมป์ #มาดูโร #สงครามการเมือง #ข่าวการเมืองโลก #ลาตินอเมริกา #สงครามทรัพยากร #การเมืองระหว่างประเทศ #UNSC #ข่าวต่างประเทศ








