ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า จากนโยบายผลักดันการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) เพื่อให้กระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนดิจิทัล หรือ Digital ID เป็นโครงสร้างพื้นฐานความเชื่อมั่นของประเทศ (Trust Infrastructure) ที่เข้ามาช่วยเชื่อมโยง ‘ตัวตน’ เข้ากับ ‘บริการดิจิทัล’ ทำให้ทุกภาคส่วนสามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างสะดวก น่าเชื่อถือและปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงตัวตนหรือการฉ้อโกงออนไลน์ที่อาจจะเกิดขึ้น สู่การเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ
ดังนั้น ภายใต้ Digital ID Framework ระยะที่ 2 ปี 2568–2570 ที่มีเป้าหมายผลักดันให้ Digital ID เป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ เชื่อมโยงการทำธุรกรรมออนไลน์ที่น่าเชื่อถือในทุกภาคส่วน ETDA ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ที่ผ่านมาจึงมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศเกิดการทำธุรกรรมออนไลน์ที่น่าเชื่อถือด้วย Digital ID มาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินงานทั้งด้านการกำกับดูแล ภายใต้กฎหมาย Digital ID รวมถึงมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ให้บริการ Digital ID ดำเนินงานได้อย่างโปร่งใส น่าเชื่อถือ ไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมและสนับสนุน เชื่อมโยงหน่วยงานรัฐ เอกชน ตลอดจนผู้ให้บริการเทคโนโลยี และภาคีเครือข่าย ให้เกิดการนำ Digital ID ไปใช้จริงใน e-Service ต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุด มีผู้ให้บริการ Digital ID ที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว 28 ใบอนุญาต (23 หน่วยงาน) และมีผู้ให้บริการ Sub Certification Authority หรือ Sub CA ที่ผ่านการรับรองจาก National Root Certification Authority หรือ NRCA จำนวน 3 ราย ซึ่งถือเป็นโครงสร้างสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้หน่วยงานและแพลตฟอร์มต่างๆ สามารถใช้ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ
นอกจากนี้ ETDA ผลักดันให้เกิดการเชื่อมระบบ Digital ID ผ่านบริการ ThaID กับ e-Service ของภาครัฐ เพื่อการให้บริการกับประชาชนและภาคธุรกิจแล้วกว่า 1,797 บริการ ครอบคลุมบริการสำคัญในชีวิตประจำวัน เช่น การเสียภาษี การย้ายทะเบียนบ้าน การจองทะเบียนรถ การชำระค่าน้ำ–ค่าไฟ การตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาล และบริการภาครัฐอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ส่งผลให้ปัจจุบันมีการเติบโตของบัญชีผู้ใช้งาน Digital ID ผ่านผู้ให้บริการ Digital ID เช่น ThaID, ทางรัฐ, หมอพร้อม, เป๋าตัง, NDID สะสมกว่า 162.63 ล้านบัญชี (ข้อมูล ณ เม.ย.69) พร้อมขยายการใช้งานไปยัง e-Service ภาคเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มบริการที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น ภาคการท่องเที่ยว แพลตฟอร์มดิจิทัล Marketplace Social Commerce และบริการที่ต้องอาศัยการพิสูจน์ตัวตนที่น่าเชื่อถือด้วย
นี่เพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศ Digital Trust ของประเทศ เพราะเป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อน Digital ID ในปี 2569 ของ ETDA นอกจากการเพิ่มจำนวนบริการที่เชื่อมต่อแล้ว การทำให้บริการดิจิทัลของไทยน่าเชื่อถือ ใช้งานได้จริง และเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังมีข้อจำกัดหรือ Pain Point ในการทำธุรกรรมออนไลน์ เช่น นิติบุคคล คนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบาง ก็เป็นหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ ETDA พร้อมด้วยพาร์ทเนอร์ทั้งภาครัฐ และเอกชน มุ่งผลักดันเพื่อปลดล็อกการทำธุรกรรมและขยายการใช้งาน Digital ID ให้ครอบคลุมมากขึ้น อย่าง กลุ่มนิติบุคคล ที่มีข้อเสนอกระบวนการทำธุรกรรมนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (To-Be Process) ก็จะเร่งต่อยอดสู่การใช้งาน ทั้งการตรวจสอบผู้มีอำนาจ การมอบอำนาจอิเล็กทรอนิกส์ การลงนามแทนนิติบุคคล การยืนยันตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์ ไปจนถึงการทำ e-Contract ผ่านการส่งเสริม Integrated Document Signing Platform หรือ IDSP และการทดสอบใน Sandbox ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมศุลกากร และ กพร. เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเชื่อมโยงกับบริการรัฐได้สะดวก ลดขั้นตอน ลดการใช้เอกสารกระดาษ และตรวจสอบได้มากขึ้น ส่วนกลุ่มคนต่างด้าว มุ่งสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาท่องเที่ยว ทำงาน ลงทุน ศึกษา หรือพำนักในประเทศไทย ให้เข้าถึงบริการดิจิทัลได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตรวจคน เข้าเมือง กรมการปกครอง กรมศุลกากร พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อการพิสูจน์ตัวตนคนต่างด้าวที่เข้ามาในไทย เพื่อให้หน่วยงานที่ให้บริการสามารถตรวจสอบข้อมูลคนต่างด้าวผ่านบริการตรวจสอบข้อมูลคนต่างด้าว (Authoritative Source) ที่จะพัฒนาขึ้นในอนาคตได้ พร้อมเกิด Use Case นำร่องในกลุ่มนักท่องเที่ยวและแรงงานต่างด้าว เพื่อขยายผลสู่การใช้งานจริงต่อไป ขณะที่ กลุ่มคนเปาะบาง มุ่งผลักดัน แนวทางการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่เหมาะสมสำหรับ ผู้เยาว์ ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ดูแล (Caregiver) โดยเฉพาะบริการด้านสาธารณสุขและบริการภาครัฐที่จำเป็น เพื่อให้สามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเท่าเทียม ผ่านบริการหมอพร้อม ภายใต้ความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงธารณสุข พร้อมพัฒนากลไกตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของสิทธิและผู้ดำเนินการแทน เพื่อลดความเสี่ยงจากการแอบอ้าง คนทุกกลุ่มสามารถทำธุรกรรมดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย เคารพสิทธิ และมีผู้แทนดำเนินการแทนได้อย่างเหมาะสม
อีกหนึ่งทิศทางสำคัญในปี 2569 คือการเร่งเครื่องให้เกิดการใช้ เอกสารรับรองดิจิทัล (Verifiable Credentials : VC) และ กระเป๋าเอกสารดิจิทัล (Digital Document Wallet) เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถใช้เอกสารสำคัญในรูปแบบดิจิทัลได้อย่างน่าเชื่อถือ ตรวจสอบได้ และใช้งานข้ามหน่วยงานได้สะดวกมากขึ้น โดยปีนี้ จะเริ่มนำร่องใช้เอกสารรับรองดิจิทัลใน 3 เอกสารสำคัญ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่ และใบรับรองผลการศึกษา หรือเอกสารใบอนุญาตอื่น ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงนำไปสู่การพัฒนาบริการ Document Wallet ของภาครัฐในระยะถัดไป นอกจากนี้ ETDA กำลังผลักดันการใช้งานเอกสารรับรองดิจิทัลแบบข้ามพรมแดน (Cross-boder) ผ่านความร่วมมือขององค์กรพันธมิตรระดับสากล เช่น ธนาคารโลก W3C APDI
พร้อมกันนี้ ETDA ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคนและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ผ่านกิจกรรม ETDA Bootcamp 2026 เวทีที่จะเข้ามาช่วยบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ ให้เข้าใจแนวคิด Digital Trust และสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาโซลูชันดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับ Digital ID, Verifiable Credential และ Digital Document Wallet ที่ตอบโจทย์และใช้งานได้จริง ซึ่งจะมีกิจกรรมรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 22 พ.ค.นี้
รวมถึงการเดินหน้าขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ ผ่านเวทีการประชุมนานาชาติ ‘Digital Trust Thailand 2026’ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เพื่อเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี แพลตฟอร์มดิจิทัล ผู้เชี่ยวชาญ และภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ในการร่วมกันยกระดับบริการดิจิทัลของไทยให้มีมาตรฐาน สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัย น่าเชื่อถือ ไร้รอยต่อ อันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคและระดับโลกในอนาคต
“ปี 2569 จะเป็นปีที่ ETDA เดินหน้าจากการร่วมวางรากฐานไปสู่การร่วมขยายผล Digital ID ให้เกิดการใช้งานจริงมากขึ้น ทั้งในบริการภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ กลุ่มคนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบาง พร้อมกับการขยายเครือข่ายความร่วมมือในระดับสากล เพื่อให้บริการดิจิทัลของไทยสามารถเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจดิจิทัลโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเกิดประโยชน์กับประเทศโดยตรงทั้งการช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกรรม เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการ สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ เพราะความน่าเชื่อถือไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้ง Ecosystem เพื่อสร้าง Digital Trust ที่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในอนาคต” ดร.ชัยชนะ กล่าว








