วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การต้อนรับ Mr. Pierre Jaffre ประธานสมาคมการค้าไทย-ยุโรป (Thai-European Business Association: TEBA) พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของประเทศไทย โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เพื่อเป้าหมายสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูล นำเทคโนโลยีและมาตรฐานจากยุโรปมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ณ กระทรวงคมนาคม
นายพิพัฒน์ เปิดเผยการหารือว่า กลุ่มนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากยุโรปในวันนี้ กระทรวงคมนาคมเปิดโอกาสรับฟังข้อมูล โดยตั้งเป้าหมายว่า ทุกเทคโนโลยีหรือข้อเสนอแนะที่ TEBA นำเสนอ จะต้องนำมาพิจารณาเป็นการปฏิบัติเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ความรวดเร็วในการเดินทาง และการลดต้นทุนราคาสินค้าผ่านระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ
โดยในการหารือ ทางคณะกรรมการ TEBA ได้นำเสนอประเด็นครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ โดยมีรายละเอียดและแนวทางขับเคลื่อนจากทางกระทรวงฯ ดังนี้
1. ด้านยานยนต์และความปลอดภัยทางถนน Mr. Krzysztof Tokarz ตัวแทนคณะกรรมการฯ ได้นำเสนอความสำเร็จของยุโรปที่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนได้ถึง 60% พร้อมเสนอให้ไทยพิจารณาขยายการบังคับใช้ระบบเบรก ABS ในรถจักรยานยนต์ขนาดทั่วไป จากปัจจุบันที่กฎหมายไทยบังคับใช้เฉพาะรถขนาด 1,200 cc ขึ้นไป (ซึ่งครอบคลุมเพียง 20% ของตลาด) กรมการขนส่งทางบก กล่าวตอบรับในประเด็นนี้ว่า เรื่องอุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระสำคัญและเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยรักษาชีวิตผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นพาหนะหลักของคนไทยส่วนใหญ่ และกระทรวงฯ จะเร่งจัดตั้งคณะทำงาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ TEBA เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย รวมถึงพิจารณานโยบายการตรวจสภาพรถและควบคุมความเร็ว เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
2. ด้านการบินและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะกรรมการฯ TEBA ได้ตั้งคำถามถึงขีดความสามารถของสนามบิน ท่ามกลางปริมาณผู้โดยสารที่หนาแน่น รวมถึงผลกระทบจากราคาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ โดยทาง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้ชี้แจงถึงการนำ ระบบสแกนใบหน้าแบบครบวงจร (End-to-End Biometric Solution) มาใช้ตั้งแต่จุดเช็กอิน โหลดกระเป๋า ไปจนถึงประตูขึ้นเครื่อง เพื่อลดความแออัด และได้ย้ำถึงการบริหารจัดการว่า เรากำลังยกระดับสนามบินไทยให้เป็นระบบไร้สัมผัสและไร้รอยต่อ อย่างไรก็ตาม เรื่องข้อจำกัดด้านการจัดเก็บข้อมูลผู้โดยสารของระบบ Biometrics ที่ทำให้ผู้โดยสารบางส่วนยังลังเลในการใช้งาน ซึ่งกระทรวงฯ ได้สั่งการให้ ทอท. เร่งแก้ไขเงื่อนไขดังกล่าวให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจสูงสุดแก่นักเดินทาง
3. ด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ คณะกรรมการ TEBA เสนอประเด็นปัญหาความแออัดของท่าเรือแหลมฉบังที่กระทบต่อต้นทุนการขนส่ง พร้อมสอบถามความชัดเจนเกี่ยวกับ โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ในมุมมองของนักลงทุน โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนเปรียบเทียบและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมทางด้านการท่าเรือแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าปัจจุบันสามารถบริหารจัดการเวลาขนถ่ายสินค้าที่ล่าช้าให้ลดลงเหลือไม่ถึง 24 ชั่วโมงแล้ว และพร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากยุโรปเข้ามาเสริมระบบ ขณะที่ สำนัก งานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ( สนข.) ได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ประเทศว่า “โครงการ Landbridge ไม่ใช่แค่การเชื่อมฝั่งซ้ายและขวาของไทย แต่คือการเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชีย รวมถึงจีนตอนใต้เข้าด้วยกัน ซึ่งผมมีความยินดีที่ทาง TEBA และกลุ่มสายเรือใหญ่อย่าง Maersk ให้ความสนใจอย่างมาก และกระทรวงฯ เตรียมตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อย ร่วมกันเพื่อลงลึกในรายละเอียด นำไปสู่การลงทุน และการใช้ประโยชน์ต่อระบบโลจิสติกส์ของไทย
4. การผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางซูเปอร์ยอร์ชระดับภูมิภาค ซึ่งทาง TEBA ได้เสนอให้กระทรวงฯ จัดตั้งบริการเบ็ดเสร็จจุดเดียว แบบ One-Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเรือซูเปอร์ยอร์ชเข้าประเทศ ซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้อย่างมาก โดยนายพิพัฒน์ กล่าวว่า ศักยภาพในตลาด High-end นี้ ของการนำเรือยอร์ชเข้าไทย ในช่วงหมดฤดูร้อนในฝั่งยุโรป ซึ่งทางกระทรวงจะไปประสานงานและสานต่อความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งเรามีทิศทางการทำงานที่สอดคล้องกัน เพื่อหารือในด้านข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมได้








