นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เข้าร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนาพิเศษ (Panel Discussion) ภายใต้งานเสวนา “Rail Revolution: ผ่าทางตันต้นทุนพลังงาน พลิกโฉมโลจิสติกส์ไทยด้วย พ.ร.บ.ราง 2568” ซึ่งจัดโดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ภายในงานมีผู้บริหารระดับสูง ผู้แทนจากภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ ณ ห้องประชุม 3201 อาคารบรรเจิด ชลวิจารณ์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
นายพิเชฐฯ ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “จากนโยบายสู่กำไร: เจาะลึก พ.ร.บ.ราง ฉบับใหม่ และ Roadmap การก้าวสู่การเป็น Rail Operator ของภาคเอกชน” โดยชี้ให้เห็นว่า พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ (Milestone) ในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งทางรางของไทย โดยกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้มีการแยกบทบาท (Unbundling) อย่างชัดเจนระหว่าง ผู้กำกับดูแล (Regulator) ผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Manager) และ ผู้ให้บริการเดินรถ (Operator) เพื่อทลายข้อจำกัดเดิม รวมถึงเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนและแข่งขันได้อย่างเสรีและเป็นธรรม
ไฮไลต์สำคัญที่ภาคเอกชนให้ความสนใจคือ การเปิดเสรีกระบวนการเข้าใช้โครงสร้างพื้นฐานทางราง (Track Access) ตามมาตรา 73 ซึ่งเปิดทางให้เอกชนสามารถเข้าใช้ทางรถไฟได้โดยตรง ช่วยลดความซับซ้อนและระยะเวลาในการดำเนินโครงการร่วมลงทุน (PPP) ลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางรางได้เปิดเผย Roadmap 5 ขั้นตอนสำคัญในการก้าวสู่การเป็น Rail Operator ของภาคเอกชน ประกอบด้วย
1. การศึกษาข้อกำหนดใช้โครงข่ายทางราง (Network Statement) เพื่อเข้าใจกฎเกณฑ์ ศักยภาพ และเงื่อนไขของเส้นทาง
2. การจัดสรรช่วงเวลาเดินรถ (Slot Allocation)การจองและจัดสรรตารางเวลาเดินรถที่เหมาะสม
3. การจัดทำสัญญาใช้โครงข่าย ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย
4. การขอรับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ จากกรมการขนส่งทางราง
5. การเริ่มเปิดให้บริการเดินรถเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจและกิจกรรมโลจิสติกส์
นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยังพลิกโฉมการบริหารจัดการสู่ระบบดิจิทัลด้วยระบบ e-License R ที่ครอบคลุมการออกใบอนุญาตประกอบกิจการ ใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ และการจดทะเบียนรถขนส่งทางราง ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใส และลดขั้นตอนทางธุรการ
ในด้านประโยชน์ต่อภาคเอกชน ผู้ประกอบการสามารถกำหนดรูปแบบการให้บริการ นโยบาย ราคา และตัวชี้วัดคุณภาพการให้บริการได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย ซึ่งเอื้อต่อความคล่องตัว ในการดำเนินธุรกิจและการพัฒนารูปแบบบริการใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมกันนี้ยังมีกลไกคุ้มครองความเชื่อมั่นผ่านคณะกรรมการจัดสรรเวลาการเดินรถในการออกหลักเกณฑ์ และระงับข้อพิพาท เพื่อสร้างความมั่นใจในการวางแผนธุรกิจระยะยาวให้แก่ผู้ลงทุน
ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางราง มุ่งมั่นส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ในการเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาระบบขนส่งทางราง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศ การลดต้นทุน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน








