กสทช. ประสบความสำเร็จในการสร้าง "ปราการป้องกันภัยดิจิทัล" ทั่วประเทศ ปิดฉาก "โครงการผู้นำเครือข่าย 5 ภาค" มุ่งเสริมศักยภาพผู้บริโภคสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์
วันที่ 29 พ.ย.68 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยคณะกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครอง ผู้บริโภคและด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้ประกาศความสำเร็จในการสร็จสิ้น "โครงการการเสร้างความเข้มแข็งให้ความรู้สำหรับผู้นำหรับผู้นำเครือช่ายภาคประชาชน ประจำปี 2568" ซึ่งครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ
โครงการดังกล่าวถือเป็นการ ยกระดับองค์ความรู้และความสามารถ ของผู้บริโกคให้มี ความตระหนักรู้ในสิทธิการใช้บริการโทรคมนาคมและพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้อย่างเป็นรูปธรรม
สร้างผู้นำ 77 จังหวัด: กลไกสำคัญในการป้องกันภัยยุด Al โครงการนี้ได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาผู้นำเครือข่ายภาคประชาชนรวมกว่า 150 คน จาก 77 จังหวัด ให้เข้ามามีบทบาทในฐานะ กลไกสำคัญ ในการติดตามการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ต และบริการโทรคมนาคมอื่น ๆ รวมถึงการขยายผลความรู้และทักษะไปยังประชาชนในระดับชุมชน การอบรมเน้นการเสริมสร้างศักยภาพและการตระหนักรู้ถึง สิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งประกอบด้วย
สิทธิในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน: สิทธิที่จะได้รับบริการโทรหมนาคมพื้นฐานอย่าง ทั่วถึงและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
สิทธิในคุณภาพบริการ: สิทธิที่จะได้รับบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐาน มีประสิทธิภาพ และไม่เป็นภัยต่อสุขภาพอนามัยของตนเองและชุมชน
สิทธิในเงื่อนไขการให้บริการ: สิทธิที่จะได้รับบริการตามมาตรฐานของสัญญาการให้บริการ
สิทธิในการร้องเรียนและแก้ไขปัญหา: สิทธิในการได้รับการแก้ไขปัญหาการใช้บริการและการร้องเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
สิทธิในความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงของข้อมูล: สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสาวถึงกันโดยทางโทรคมนาคม
สิทธิในการควบคุมค่าใช้จ่าย: สิทธิในการรับทราบรายละเอียดค่าบริการที่ชัดเจน ถูกต้อง และสิทธิในการควบคุมค่าใช้จ่ายและการยกเลิกบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเต็มที่เกี่ยวข้องกับการถูกเรียกเก็บริการเสริมที่ไม่สมัครใจ หรือปัญหาการโอนย้ายค่าย
ทั้งนี้ บริการโทหมนาคมที่ผู้บริโภคสามามารธงเรียนต่อสำนักงาน กสทช. มี 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ โทรศัพท์บ้าน, โทรศัพท์เคลื่อนที่, อินเทธร์เน็ล, โทรศัพท์สาธารณะ รวมถึงปัญหาการตั้งสถานีวิทยุคมนาคมหรือเสาส่งสัญญาณมือถือ
โดย สำนักรับเรื่องร้องลี่ยนและคุ้มครองผู้บริโกคในกิจการโทรดมนาดม กสทช. ได้ขับเคลื่อนภารกิจคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างเข้มข้นตลอดปี พ.ศ. 2568 โดยมุ่งเน้นการรับมือกับความท้าทายในยุคดิจิทัลอย่างชัดเจน ซึ่งผู้บริโภคมีความจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทันกับภัยคุกคามในโลกออนไลน์ ซึ่งการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพให้กับผู้นำเครือข่ายภาคประชาชน รวมถึงกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการและผู้สูงอายุ มีเป้าหมายให้เครือร่ายเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น 'ด่านหน้า" ในการสร้างความตระหนักรู้และการรับเรื่องร้องเรียนในพื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงระบบการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หัวข้อสำคัญของการอบรม ได้แก่
การรู้เท่าทันภัยไซเบอร์: การรับมือกับกลโกงรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์, SMS หลอกลวง, และภัยคุกคามที่ใช้เทคโนโลยี AI
การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค: ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสิทธิและกลไกการร้องเรียน (รวมถึงสิทธิพื้นฐานและการควบคุมค่าใช้จ่ายข้างต้น) เช่น การระงับชิมม้า และการประสานงานกับ ศูนย์ AOC สายด่วน 1441
การกระจายความรู้สู่ชุมชน: พัฒนาผู้นำเครือข่ายให้เป็น "วิทยากรต้นแบบ" (Train the Trainer) เพื่อนำความรู้ไปขยายแลและสร้างความตระหนักรู้แก่สมาชิกใมชุมชนอย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ได้ เป็นย้ำถึงความสำคัญ ของการรู้เท่าทันภัยออนไลน์ในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะการถูกหลอกลวงที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา โดยกล่าวว่า ในโลกปัจจุบันมีการใช้งานโทรคมนาคมอย่างมากแต่ก็ถูกหลอกจากโลกออนไลน์มากมายด้วย และมีช่องว่างที่เกิดขึ้น เพราะนั้นทุกครั้งที่เราเห็นสิ่งที่ในปกติ ขอให้ตั้งข้อลังเกตไว้ก่อน โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงิน ให้คิดว่าจะถูกหลอกหรือไม่ จุดประสงค์ของการจัดโครงการเพื่อให้ผู้เข้าร่วม 'รู้เท่าทัน' เนื่องจากรูปแบบการโกงจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย คนโกงจะพัฒนาไปตามยุดปัจจุบัน ดังนั้นในการจัดธบรมจะได้ประโยชน์'ได้รับความรู้ รู้สิทธิพื้นฐานของตัวเองและรู้ว่าจะรับมือกับปัญหาได้อย่างไร
ด้าน นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ กสทช. ด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน กล่าวย้ำว่า ในยุคที่เทคโมโลยีติดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้บริการจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญกับความทั้กทายรูปแบบใหม่ ๆ อาทิ ปัญหาชื่อความสั้นทอกลวง (SMS Scam) และภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งความสำเร็จของการคุ้มครองผู้บริโภคจะเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของเครือข่ายที่เข้มแข็ง
"สำนักงาน กสทช. มุ่งเน้นการพัฒนาและส่งเสริมเครือข่ายผู้นำภาคประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ผู้นำเครือข่ายแต่ละจังหวัดจะทำหน้าที่เป็นผู้สร้างความตระหนักรู้, ผู้รับเรื่องร้องเรียน, และผู้ถ่ายทอดนโยบายจากส่วนกลางสู่พื้นที่ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
ทั้งนี้ กสทช. เน้นย้ำในการ สร้างทักษะดิจิทัล และสร้างสมรรถนะพลเมืองดิจิทัล เพื่อเป็นเกราะป้องกันมิจฉาชีพและปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวงประชาชน เพื่อให้กลไกเครือข่ายภาคประชาชนมีความเข้มแข็งและยั่งยืนในยุคดิจิทัล
ดร.ตรี บุญเจือ ผู้อำนวยการสำนักรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ได้ชี้แจงว่า การจัดอบรมที่เกิดขึ้นนั้น สอดล้องกับ ยุทธศาสตร์ที่ 5 ของแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 3 ที่มุ่งเน้นการยกระดับการคุ้มครองและเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้บริโภคในยุคดิจิทัล นโยบายของ กสทช. ประจำปี 2568 - 2569 เน้นการส่งเสริมทักษะ Media, Information and Digital Literacy (MIDL) ให้ประชาชนรู้เท่าทันและปลอดภัยจากการใช้งาน โดยมีเนื้อหาสำคัญที่ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต ทั้งการพัฒนาทักษะ Digital Literacy และสมรรถนะพลเมืองดิจิทัล เพื่อป้องกันตนเองจากมิจฉาชีพ, การสร้างความตระหนักรู้ที่เป็นประโยชน์และภัยจากการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Al) ซึ่งสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มแข็งโดย สิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องได้รับ เช่น บริการที่มีคุณภาพตามที่โฆษณา, ข้อมูลค่าบริการที่ชัดเจน ถูกต้อง, และสิทธิในการควบคุมค่าใช้จ่ายและการยกเลิกบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นร้อนอย่างการถูกเรียกเก็บ ค่าบริการเสริมที่ไม่สมัครใจ หรือ ปัญหาการโอนย้ายค่าย เป็นต้น
"ในยุคดิจิทัลนี้ ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น ปัญหาสื่อดิจิทัลหรือภัยออนไลน์อย่างข่าวปลอมและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การใช้เทคโนโลยีที่ชับช้อน และการคุ้มครองสิทธิในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่คุณภาพบริการไปจนถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความสำเร็จของการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของเครือข่ายที่เข้มแข็ง ร่วมกับทุกภาคส่วน" ดร.ตรี กล่าว
กสทช. ถือว่าภารกิจนี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในยุคดิจิทัล โดยไม่เพียงแต่สร้างผู้นำเครือข่ายที่เข้มแข็งใน 5 ภูมิภาค แต่ยังขยายขอบเขตไปถึงการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อให้ทุกคนใด้รับการคุ้มครอง และสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี่ดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน







