"อลงกรณ์" ปาฐกถา “ติดปีก SME ไทย...บินไปไกลทั่วโลก” เสนอ 3 ยุทธศาสตร์หลัก ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว เชื่อมตลาดโลกผ่านอีคอมเมิร์ซ พร้อมผลักดันการส่งออก สร้างมูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มกว่า 3 แสนล้านบาท
วันที่ 31 ก.ค. 69 นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่รัฐมนตรี เศรษฐกิจอาเซียน ได้ปาฐกถาพิเศษ "ติดปีก SME ไทย...บินไปไกลทั่วโลก" ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา ว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญยิ่งที่พวกเราได้มารวมพลังกันในงานปาฐกถาพิเศษภายใต้หัวข้อ “ติดปีก SME ไทย...บินไปไกลทั่วโลก” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมืออันเข้มแข็งของสมาคมส่งเสริมการค้าอาเซียน สถาบันเอฟเคไอไอ และสถาบันทิวา
เมื่อเราพิจารณาถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME คือ "หัวใจและลมหายใจ" ของประเทศอย่างแท้จริง ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME รวมกันมากกว่า 3.2 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 99.5% ของสถานประกอบการทั้งหมดในประเทศ สามารถสร้างการจ้างงานแก่พี่น้องแรงงานไทยมากกว่า 13 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 70% ของการจ้างงานในภาคเอกชนทั้งหมด และสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) คิดเป็นสัดส่วนราว 35% ถึง 37% หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 6 ล้านล้านบาท
ทว่า สถิติที่เป็นข้อจำกัดและคอขวดเชิงโครงสร้างสำคัญของเราในวันนี้ คือการที่ SME ไทยมีสัดส่วนการส่งออกตรง (Direct Export) เพียงแค่ 10% ถึง 12% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งประเทศเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า สินค้าและบริการคุณภาพสูงของไทยจำนวนมหาศาลยังคงติดอยู่ในตลาดภายในประเทศที่มีกำลังซื้อจำกัด
นับเป็น “ช่องว่างและโอกาสมหาศาล” ที่เราต้องเร่งยกระดับและ “ติดปีก” เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถโผบินออกไปคว้าเม็ดเงินจากตลาดการค้าระดับโลกได้อย่างยั่งยืน
การขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริม SME ในยุคปัจจุบัน ไม่สามารถใช้วิธีการส่งเสริมแบบองค์รวมเดิมๆ (One-Size-Fits-All) ได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเข้าใจการจำแนกตามโครงสร้างศักยภาพและความพร้อมออกเป็น 5 กลุ่มวิสาหกิจยุทธศาสตร์ (5 Strategic Clusters) เพื่อกำหนดมาตรการสนับสนุนให้ตรงเป้าหมาย
กลุ่มแรก คือ วิสาหกิจกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากและบริการดั้งเดิมในท้องถิ่น (Traditional & Local Retail Services Cluster) ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดราว 52% ครอบคลุมร้านค้าปลีกรายย่อย บริการชุมชน ตลาดสด และเกษตรกรรมขั้นต้น ยุทธศาสตร์สำคัญคือการเร่งยกระดับทักษะดิจิทัลพื้นฐาน การปรับใช้ระบบบริหารจัดการร้านค้าดิจิทัล (Digital POS) และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์
กลุ่มที่สอง คือ วิสาหกิจในห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตและอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (Supply Chain & OEM Manufacturing Cluster) คิดเป็นสัดส่วนราว 22% ครอบคลุมอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ และการแปรรูปวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมใหญ่ ยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการยกระดับสู่โรงงานอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) และการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน หรือ CBAM
กลุ่มที่สาม คือ วิสาหกิจกลุ่มสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่ม อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (High-Value, Creative & Cultural Heritage Products Cluster) มีสัดส่วนราว 13% ครอบคลุมสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นสูง อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร สปา และสินค้าอัตลักษณ์ไทย ยุทธศาสตร์เน้นการเพิ่มมูลค่าด้วยซอฟต์พาวเวอร์ การรับรองมาตรฐานสากล ทั้ง ISO, HACCP, Halal และ GMP พร้อมส่งเสริมการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน
กลุ่มที่สี่ คือ วิสาหกิจภาคบริการสมัยใหม่ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และบริการดิจิทัล (Modern Services, Wellness & Strategic Tourism Cluster) คิดเป็นสัดส่วนราว 9% ครอบคลุมธุรกิจที่พักเชิงคุณค่า การบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Tourism) โลจิสติกส์อัจฉริยะ และบริการคอนเทนต์ดิจิทัล ยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายพันธมิตรร่วมทุนระดับสากล เพื่อยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางบริการระดับภูมิภาค
กลุ่มที่ห้า คือ วิสาหกิจนวัตกรรมขั้นสูงและเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech & High-Innovation Enterprise Cluster) ซึ่งมีสัดส่วนราว 4% ครอบคลุมผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม และพลังงานสะอาด ยุทธศาสตร์เน้นการเร่งวิจัยและพัฒนา การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการเชื่อมโยงกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) เพื่อเติบโตเป็นวิสาหกิจนวัตกรรมต้นแบบ หรือ Hidden Champions ในอนาคต
การผลักดันยอดส่งออกของ SME ไทยให้ก้าวกระโดดข้ามพ้นคอขวดเดิม จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศการสนับสนุนผ่าน ยุทธศาสตร์ 3 ปีก ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก
ปีกแรกคือ Transformation & Green Economy การเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการสู่ Digital SME จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้เฉลี่ย 15% ถึง 25% ควบคู่ไปกับการยกระดับเป็น Green SME เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีข้ามแดน และปกป้องมูลค่าการส่งออกของไทยในกลุ่มเสี่ยงสูงถึง 1.5 ถึง 2.0 แสนล้านบาท
ปีกที่สองคือ Global Network & Cross-Border Trade ประเทศไทยต้องเร่งผลักดันให้ SME ใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) และ RCEP ซึ่งครอบคลุมประชากรสูงถึง 2,300 ล้านคน หรือ 30% ของ GDP โลก ให้ได้เฉลี่ยอย่างน้อย 80% ถึง 90% ของรายการสินค้า รวมถึงการเร่งผลักดันการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนเพื่อเพิ่มยอดขายต่างประเทศในปีแรกได้อย่างน้อย 20% ถึง 30%
ปีกที่สามคือ Standards & Financial Access การยกระดับสินค้าเกษตรแปรรูป อาหาร เครื่องสำอาง และสมุนไพรไทยให้ได้รับมาตรฐานสากล สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้สูงขึ้นถึง 50% ถึง 200% พร้อมทั้งสร้างกลไกจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) โดยตั้งเป้าจับคู่ 1,000 คู่เจรจา และสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าสูงถึง 10,000 ถึง 20,000 ล้านบาท
ในยุคดิจิทัลไร้พรมแดน การส่งออกยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใส่คอนเทนเนอร์ผ่านพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป แต่คือการนำสินค้าไทยไปวางบน "ชั้นวางดิจิทัลระดับโลก" ผ่านการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำใน 8 ภูมิภาคหลักทั่วโลก
เริ่มตั้งแต่ตลาดจีน โดยจับมือกับยักษ์ใหญ่อย่าง Tmall Global, JD Worldwide และ Douyin ทำ Live Commerce ชู Soft Power เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
ตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ผ่านแพลตฟอร์ม Rakuten, Coupang, Yahoo! Japan และ Naver Smart Store
ตลาดอาเซียน เชื่อมต่อผู้บริโภคกว่า 680 ล้านคนผ่าน Shopee, Lazada และ TikTok Shop
ตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ผ่าน Amazon Australia, Catch.com.au และ Trade Me
ตลาดอเมริกาและยุโรป ผ่าน Amazon, Allegro แพลตฟอร์มอันดับ 1 ในยุโรปตะวันออก และ Zalando แฟชั่นแพลตฟอร์มท็อปของยุโรป
ตลาดอินเดีย เชื่อมต่อกับ Flipkart และ JioMart เปิดประตูสู่ผู้บริโภคกว่า 1,400 ล้านคน
ตลาดตะวันออกกลาง ผ่าน Noon และ Amazon.ae
ตลอดจนตลาดรัสเซีย เอเชียกลาง และ CIS ผ่าน Wildberries, Ozon และ Uzum Market เพื่อผลักดันสินค้าสมุนไพรและอาหารไทยสู่ผู้บริโภคทั่วโลก
จากกรณีศึกษาจากประเทศชั้นนำทั่วโลก จะพบว่าแต่ละประเทศมีโมเดลในการขับเคลื่อน SME ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้
เริ่มจากประเทศเยอรมนีกับโมเดล Mittelstand ที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางใน Niche Market สร้างผู้ประกอบการ Hidden Champions ระดับโลก สนับสนุนด้วยระบบการศึกษาอาชีวะทวิภาคีและกลไกธนาคารท้องถิ่น Sparkassen
ประเทศญี่ปุ่นกับโมเดล Monozukuri ที่ยึดปรัชญาการผลิตประณีตคุณภาพสูง ทำหน้าที่เป็น Subcontractor คุณภาพป้อนบริษัทข้ามชาติ โดยมีหน่วยงาน SMEA ถ่ายทอดเทคโนโลยี และใช้โครงการ OVOP ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น
ประเทศจีนกับยุทธศาสตร์ Little Giants หรือยักษ์เล็ก บ่มเพาะ SME ด้าน Deep Tech และหุ่นยนต์เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ
ไต้หวันกับโมเดล Flexible Cluster & ITRI Tech Transfer ที่สร้างคลัสเตอร์ยืดหยุ่นสูง โดยจัดตั้งสถาบันวิจัย ITRI ทำหน้าที่ R&D แล้วส่งต่อเทคโนโลยีให้ SME ยกระดับจาก OEM สู่ ODM และ OBM
ประเทศสิงคโปร์กับโครงการ SME Go Digital โดย EnterpriseSG ที่ดัน SME ก้าวสู่การค้าข้ามแดนตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง
ประเทศเกาหลีใต้กับ K-SME Innovation ผ่านกระทรวง MSS ที่มีกฎหมายคุ้มครองพื้นที่ทางธุรกิจพร้อมอัดฉีด Venture Capital Fund เปลี่ยน SME ให้เป็น Tech Startups
ปัจจัยความสำเร็จร่วมจากทุกประเทศทั่วโลกชี้ชัดตรงกันว่า "ภาครัฐสนับสนุนตรงเป้า นวัตกรรมนำราคา และเชื่อมต่อตลาดโลก"
หากเราสามารถยกระดับ SME ไทยให้ออกสู่ตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 5% เราจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและรายได้เข้าประเทศได้ถึง 300,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 3% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งประเทศที่ราว 10 ล้านล้านบาท ซึ่งจะหมุนเวียนกลับมาสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
ด้วยพลังความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่าง สมาคมส่งเสริมการค้าอาเซียน สถาบันเอฟเคไอไอ และสถาบันทิวา พวกเราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะเป็นสะพานเชื่อมและเครื่องยนต์สำคัญในการบ่มเพาะ ให้องค์ความรู้ และสร้างเครือข่าย เพื่อพา SME ไทย "ติดปีก...บินไปไกลทั่วโลก" ได้อย่างภาคภูมิและยั่งยืน








