“อลงกรณ์ ” วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 โตเพียง 1.9% ชี้วิกฤตเชิงโครงสร้างรุนแรงกว่าที่คิด พร้อมเสนอ 5 โรดแมปยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ Local Content พลังงานสะอาด เกษตรแม่นยำ การทูตเศรษฐกิจ สู่เศรษฐกิจใหม่และสร้างสรรค์
วันที่ 18 ส.ค.69 นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการ ปฏิรูปประเทศและอดีตประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้โพสต์บทความพิเศษผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง “เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด: ปักหมุด5 โรดแมปก้าวพ้นกับดักถดถอย“ โดยวิเคราะห์รายงานล่าสุดของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยประเมินว่าวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงถดถอยกว่าที่คิดพร้อมกับเสนอ5โรดแมปยกเครื่องเศรษฐกิจประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งมีเนื้อหาสาระดังนี้
“เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด: ปักหมุด5 โรดแมปก้าวพ้นกับดักถดถอย“
“…วันนี้ไม่มีเวลาสำหรับการแก้ปัญหาแบบปะผุ ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันผ่าตัดปฏิรูปใหญ่สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ให้กับประเทศอย่างแท้จริง…”อลงกรณ์ พลบุตร
ผมอ่านและวิเคราะห์รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)เพิ่งแถลงรายงานออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 พบว่า เศรษฐกิจไทยทรุดหนักด้วยโรคอุบัติใหม่นอกเหนือจากการติดหล่มภาวะ “โตต่ำ โตช้า และศักยภาพในการแข่งขันถดถอยเชิงโครงสร้าง” อย่างน่าวิตกมากกว่าเดิม
การที่ GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัวได้เพียง 1.9% (YoY) ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับผลทางฤดูกาลแล้วกลับติดลบ -0.2% (QoQ sa) จนทำให้ สศช. ต้องปรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจทั้งปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 2.0 – 2.5% (ค่ากลาง 2.2%) สะท้อนว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญ "ตอใหญ่" เชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน
เมื่อเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคในไตรมาส 2/2569 ประเทศไทยขยายตัวรั้งท้ายอย่างเห็นได้ชัด (เวียดนาม 8.4%, มาเลเซีย 5.4%, อินโดนีเซีย 5.3%, สิงคโปร์ 5.9% และฟิลิปปินส์ 2.3%) ยิ่งตอกย้ำว่าเรากำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก
เจาะลึก 4 ปัญหาเชิงโครงสร้าง (ตัวเลขจริง Q2/2569)
1. ภาพลวงตาส่งออก กับวิกฤต "ขาดดุลแฝง" สูงสุดในรอบ 8 ไตรมาส
แม้ตัวเลขมูลค่าการส่งออกในไตรมาส 2 จะเติบโต 17.6% (99,079 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีสินค้าเทคโนโลยีอย่างอุปกรณ์โทรคมนาคม (+129.0%) และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ (+65.5%) เป็นตัวนำ แต่โครงสร้างการผลิตของไทยกลับขาดการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ทำให้มูลค่าการนำเข้าพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 42.3% (111,155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส)
ผลลัพธ์คือดุลการค้าไตรมาส 2 ขาดดุลสูงถึง -12.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 3.92 แสนล้านบาท) และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ถึง -17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.75 แสนล้านบาท) ส่งผลให้ทั้งปี 2569 คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล -1.2% ต่อ GDP (-7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
2. ภาคอุตสาหกรรมชะงักงัน กำลังการผลิตดิ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปี ภาคการผลิตอุตสาหกรรมในไตรมาส 2 ขยายตัวได้เพียง 0.1% จากการทรุดตัวของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น การผลิตรถยนต์ (-7.2%) และปิโตรเคมี/พลาสติกขั้นต้น (-9.7%) ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย (Capacity Utilization) ร่วงลงแตะ 57.47% ต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส (นับตั้งแต่ Q2/2563) ประเทศไทยกำลังเผชิญช่องว่างระหว่างอุตสาหกรรมเก่าที่โรยรากับอุตสาหกรรมใหม่ที่ยังดึงดูดห่วงโซ่มูลค่าเข้ามาในประเทศไม่ทันการณ์
3. ภาคเกษตรเผชิญความเสี่ยงสภาพอากาศและต้นทุนนำเข้า ภาคเกษตรกรรมชะลอตัวลงเหลือ 1.5% โดยผลผลิตพืชหลักลดลงอย่างรุนแรงจากสภาพอากาศร้อนจัดและภัยแล้ง โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันที่ผลผลิตดิ่งลง -35.8% และข้าว (-1.6%) แม้ดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะปรับขึ้น 6.1% แต่เกษตรกรยังเผชิญความเปราะบางอย่างหนักจากต้นทุนปุ๋ยเคมี (โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย) และพลังงานที่มีความเสี่ยงสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
4. กำลังซื้อเปราะบาง การลงทุนรัฐสะดุด และหนี้สาธารณะตึงตัว
4.1 ความเชื่อมั่นผู้บริโภค: ดัชนีความเชื่อมั่นร่วงลงมาอยู่ที่ 50.3 (ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส ตั้งแต่ Q4/2565) การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวเหลือ 1.9%
4.2 การลงทุนภาครัฐ: หดตัวลง -1.6% ในไตรมาส 2 (เครื่องจักร -6.8%, ก่อสร้าง -0.3%) 4.3 การท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวต่างชาติไตรมาส 2 หดตัว -4.4% (เหลือ 6.557 ล้านคน) และอัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 68.97%
4.4 พื้นที่ทางการคลัง: หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 แตะระดับ 12.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.9% ของ GDP ซึ่งจำกัดความสามารถในการก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
5 โรดแมปยกเครื่องเศรษฐกิจไทย
ข้อเสนอ 5 โรดแมปเพื่อ "ยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ"
1. สร้างระบบ Local Content และเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ FDI ยุคใหม่: แม้การลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวสูง 13.4% แต่ต้องเร่งขับเคลื่อนระบบ Thailand FastPass พร้อมปรับเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) บังคับและจูงใจให้โครงการ Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ AI มีการจัดซื้อชิ้นส่วน/วัตถุดิบและจ้างงานในประเทศ พร้อมกำหนดกติกาการใช้พลังงานสะอาดและน้ำของ Data Center ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผลักภาระต้นทุนสาธารณูปโภคไปสู่ภาคประชาชน
2. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพลังงานสะอาดและเบิกจ่ายงบ 4 แสนล้านบาท: เร่งรัดและตรวจสอบการเบิกจ่ายโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะแผนงานที่ 2 ให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส ควบคู่กับการใช้กลไก PPP และกองทุน Thailand Future Fund ลดภาระหนี้ภาครัฐ
3. ปฏิรูปภาคเกษตรสู่ Precision Agriculture และความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิต: บริหารจัดการน้ำเชิงรุกเพื่อรับมือภัยแล้งและเอลนีโญ ผลักดันเทคโนโลยีการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน (Site-Specific Nutrient Management) เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยเคมี พร้อมยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูงและเกษตรแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้แก่เกษตรกร
4. การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกและการปกป้องการค้า: เร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐฯ เตรียมข้อมูลชี้แจงการไต่สวนมาตรา 301 (Section 301) ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน และตรวจเข้มกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ป้องกันการสวมสิทธิ์ ควบคู่กับการช่วยผู้ประกอบการรับมือมาตรการ CBAM และมาตรฐานคาร์บอนระดับโลก
5. ปักหมุด "เศรษฐกิจใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์" (New & Creative Economy Engine): เร่งขับเคลื่อนคลัสเตอร์เศรษฐกิจใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้แห่งอนาคต โดยมุ่งเน้น 5 เสาหลัก
5.1 เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ (Culture-Driven Creative Economy & Soft Power): ยกระดับทุนทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม อาหารไทย และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างแบรนด์สินค้า/บริการไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีมูลค่าสูงในตลาดโลก
5.2 เศรษฐกิจชีวภาพและวัสดุยั่งยืน (Bio-Economy & Sustainable Materials): ต่อยอดฐานการเกษตรไทยสู่อุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง นวัตกรรมโปรตีนทางเลือก วัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง
5.3 เศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Digital & Deep-Tech): ขยายขีดความสามารถจากการเป็นเพียงศูนย์ข้อมูล (Data Center Hub) ไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม และบริการดิจิทัลขั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย
5.4 เศรษฐกิจผู้สูงวัยและสุขภาพครบวงจร (Silver & Wellness Economy): ยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ นวัตกรรมเพื่อสังคมสูงวัย และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรศาสตร์โลก
5.5 เศรษฐกิจทางทะเลและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (Blue & Circular Economy): พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ พลังงานหมุนเวียนนอกชายฝั่ง และระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรระยะยาว
บทสรุป: เศรษฐกิจไทยในวันนี้ไม่สามารถพึ่งพาโมเดลรับจ้างผลิตเดิมๆ ได้อีกต่อไป หากเราไม่กล้าผ่าตัดโครงสร้าง ปรับเกณฑ์ดึงดูดการลงทุนเพื่อคนไทย และยกระดับสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ประเทศไทยจะติดอยู่ในวงจร "โตต่ำและถดถอย" อย่างถาวร
การยกเครื่องครั้งใหญ่ต้องเริ่มลงมือปฏิรูปใหญ่ทันทีโดยเฉพาะต้องเปลี่ยนmindsetเก่าและยุทธศาสตร์เดิมจาก“ไทยพึ่งโลก”เป็น“โลกพึ่งไทย”








