สัญญาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันศุกร์ที่ 31 ก.ค. โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับขึ้นมากกว่า 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันตลอดเดือนก.ค.ทำผลงานดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญของโลก
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 1.08 ดอลลาร์ หรือ 1.29% ปิดที่ 84.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 1.09 ดอลลาร์ หรือ 1.22% ปิดที่ 90.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ตลอดเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 24% ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้น 21% นับเป็นการปรับตัวรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายเดือน
แรงหนุนสำคัญของตลาดยังคงมาจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามในอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติราว 20% ของปริมาณการค้าพลังงานทั่วโลก รวมถึงการส่งออกน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันจากประเทศผู้ผลิตในภูมิภาค
นอกจากนี้ นักลงทุนยังวิตกมากขึ้นหลังมีรายงานจากอิหร่านว่า เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนถูกบังคับให้เปลี่ยนเส้นทางหรือหันหัวเรือกลับระหว่างเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันโลกเพิ่มสูงขึ้น
รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านได้สกัดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำไม่ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เรืออีก 4 ลำตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลติดตามเรือของ Kpler ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก (VLCC) จำนวน 2 ลำ ซึ่งบรรทุกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในวันศุกร์ แม้ว่าปริมาณการเดินเรือจะยังคงเบาบาง ขณะที่เรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์อีก 29 ลำ สามารถเดินทางผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบได้ในวันพฤหัสบดี
ความตึงเครียดในภูมิภาคยังเพิ่มขึ้นจากการที่อิหร่านปิดกั้นการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ขณะที่กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ได้ข่มขู่เรือสินค้าที่สัญจรผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ ส่งผลให้เส้นทางส่งออกน้ำมันทางเลือกของซาอุดีอาระเบียและประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นในตะวันออกกลางเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.








