ทันทีที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะยานกลับมาแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อหลายวันก่อน หลังจากเพิ่งย่อตัวลงไปต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เสียงสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจก็ดังระงมขึ้นอีกหน
แรงส่งจากการปะทุของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ไม่เพียงแต่จุดชนวนให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนหนัก แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่ามกลางกระแสความตื่นตระหนกและเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐกระโดดเข้าอุ้มค่าน้ำมันดังเช่นในอดีต ทัศนะของ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง บนเวที CFO Annual Conference on Capital Markets 2026 กลับกระตุกความคิดของสังคมได้อย่างน่าสนใจยิ่ง โดยชี้ให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเลิกเสพติดนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานอย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือกับดักที่จะผูกมัดฐานะการคลังและค่าเงินบาทไว้กับความผันผวนของโลกอย่างอันตราย
หากพิจารณาตามข้อเท็จจริง ประเทศไทยมีจุดอ่อนที่เด่นชัดที่สุดในมิติของความมั่นคงด้านพลังงาน โดยข้อมูลเชิงสถิติมูลค่าการนำเข้าพลังงานสุทธิของไทยนั้นสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย เมื่อรวมทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแล้วคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
ความเปราะบางข้อนี้สะท้อนผ่านมาตรวัดทางเศรษฐกิจในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งไทยเผชิญกับการขาดดุลสูงเป็นประวัติการณ์ในระดับแสนล้านบาท เมื่อราคาน้ำมันโลกขยับ ผลกระทบจึงส่งผ่านมายังต้นทุนวัตถุดิบ ราคาอาหาร และเงินเฟ้อในประเทศอย่างรวดเร็วเป็นห่วงโซ่ ด้วยเหตุนี้ เมื่อประเทศเผชิญกับแรงกระแทกที่กระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน รัฐบาลมักตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และมักเลือกใช้ทางเลือกสำเร็จรูป นั่นคือการอุดหนุนราคาน้ำมัน หรือลดภาษีสรรพสามิตเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว
ทว่า ดร.สันติธาร ได้เปิดเผยความจริงที่น่าคิดว่า หากไปพูดคุยกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติ หรือองค์กรระดับโลกอย่าง IMF และ OECD ข้อความที่ส่งกลับมาล้วนเป็นเสียงเดียวกันอย่างหนักแน่นคือ อย่าดำเนินนโยบายในรูปแบบดังกล่าว
เหตุผลสำคัญที่ความหวังดีในการช่วยค่าครองชีพประชาชน กลายเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติต่างส่ายหน้า อยู่ที่การรักษาวินัยการคลังของประเทศเป็นสำคัญ เพราะตราบใดที่รัฐยังคงใช้กลไกราคาเทียมเพื่ออุ้มราคาพลังงาน ก็เท่ากับกำลังเอาอนาคตและฐานะการคลังของประเทศไปผูกติดกับราคาน้ำมันโลกโดยตรง เมื่อใดที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน ฐานะการคลังของรัฐจะทรุดฮวบลงทันที
และหากเหลียวดูบทเรียนจากหลายประเทศที่ถูกนักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์จนค่าเงินอ่อนค่าอย่างรุนแรงในรอบนี้ ก็ล้วนแต่เป็นกลุ่มประเทศที่ดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานจนคลังกลวงทั้งสิ้น ทางออกที่ถูกต้องและยั่งยืนกว่าในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ จึงอยู่ที่การตัดวงจรอุบาทว์ระหว่างราคาน้ำมันกับฐานะการคลัง แล้วเปลี่ยนผ่านไปสู่การช่วยเหลือประชาชนโดยตรงแบบเฉพาะกลุ่มแทน
นโยบายคลังของไทยในปัจจุบัน ภายใต้การนำของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้วางแนวทางช่วยเหลือแบบหลายชั้น (Multi-tier) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับโมเดลที่ประสบความสำเร็จของประเทศสิงคโปร์ แนวคิดนี้มุ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณเยียวยาให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยกลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับการดูแลมากที่สุด ถัดมาจึงขยายวงกว้างผ่านโครงการร่วมจ่ายอย่างไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และสร้างตาข่ายรองรับอีกชั้นด้วยการช่วยเหลือฝั่งผู้ขาย โดยจำกัดเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสายป่านทางการเงินสั้นที่สุดและได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
การช่วยเหลือในลักษณะเฉพาะกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า แต่ยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิด แผลเป็นทางเศรษฐกิจ (Economic Scarring) ที่จะฝังลึกยาวนาน
ในมิติทางเศรษฐศาสตร์มหภาคนั้น ดร.สันติธาร ได้หยิบยกอุทาหรณ์ในอดีตที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงในหน้าสื่อว่า ทุกครั้งที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤตโควิด อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวมักจะหายไปเกือบ 1% เสมอ เปรียบเสมือนร่างกายของคนที่แม้แผลภายนอกจะหายดี แต่มันไม่เคยหายสนิท รอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นทำให้ศักยภาพของประเทศลดลงอย่างถาวร เนื่องจากการล้มหายตายจากของภาคธุรกิจ และแรงงานตกงานที่ต้องย้ายไปทำงานต่ำกว่าทักษะเดิมอย่างไม่มีวันกลับ นโยบายคลังยุคใหม่จึงต้องมุ่งเป้าไปที่การรักษาแผลให้ถูกจุดเพื่อไม่ให้ลุกลามจนกลายเป็นแผลเป็นเรื้อรังที่ฉุดรั้งประเทศในระยะยาว
วิกฤตราคาน้ำมันดิบในปี 2026 นี้ จึงไม่ใช่แค่บททดสอบระยะสั้นทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า บทบาทของภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนจากการเป็นผู้แจกจ่ายยาพาราเซตามอลเพื่อระงับปวดชั่วคราวด้วยการอุ้มราคาพลังงาน ไปสู่การเป็นศัลยแพทย์ที่เร่งผ่าตัดโครงสร้าง ปลดล็อกการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ไปสู่พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง และรักษาวินัยการคลังให้เข้มแข็ง
การปกป้องเสถียรภาพเงินบาทและฐานะการคลังในวันนี้ คือปราการด่านสุดท้ายที่จะการันตีว่า ประเทศไทยจะสามารถก้าวผ่านพายุเศรษฐกิจโลกไปได้ โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นแห่งความยากจนไว้เบื้องหลัง และนั่นคือวิถีแห่งการบริหารรัฐกิจที่ตั้งมั่นอยู่บนโลกแห่งความจริง หาใช่ความนิยมชมชอบชั่วครั้งชั่วคราวอันจะนำมาซึ่งความหายนะในอนาคต
#ราคาน้ำมัน #น้ำมัน100ดอลลาร์ #เศรษฐกิจไทย #วินัยการคลัง #ดรสันติธาร #กระทรวงการคลัง #EnergyTransition #ค่าเงินบาท #เงินเฟ้อ #เศรษฐกิจโลก #บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ #ข่าวเศรษฐกิจ #สยามรัฐ #SiamrathOnline








