โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ชุมพร–ระนอง หรือโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ระดับล้านล้านบาทที่ถูกถกเถียงและจับตามองอย่างมากที่สุดโครงการหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ทั้งนี้ ที่มาของโครงการฯ มีแนวคิดที่ต้องการเชื่อมต่อทางทะเลระหว่างอ่าวไทย กับ อันดามัน เริ่มมาจากความพยายาม ขุดคลองกระ (คลองไทย) เพื่อย่อระยะทางเดินเรือ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี และข้อกังวลด้านความมั่นคง ความยึดมั่นในผืนแผ่นดิน แนวคิดจึงปรับเปลี่ยนเป็นการเชื่อมต่อ "บนบก" (Land Bridge) แทน
ซึ่งในยุครัฐบาลก่อนหน้า โครงการฯนี้ถูกผลักดันอย่างจริงจังในชื่อ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) โดยมีแนวคิดหลัก คือ
1. สร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง คือ ฝั่งอ่าวไทยที่แหลมริ่ว จ.ชุมพร และฝั่งอันดามันที่แหลมเขาแอ่น จ.ระนอง
2. สร้างโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อ คือ ก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ และทางหลวงพิเศษ (Motorway) เชื่อมระหว่างสองท่าเรือระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร
3. เป้าหมายสร้างเส้นทางลัดเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ลดความแออัดในการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา และยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางทะเลของภูมิภาค
ทั้งนี้หากวิเคราะห์ข้อดี – ข้อเสีย ของโครงการฯ พบว่า ข้อดี คือ 1. เปิดทางเลือกใหม่ทางการค้าโลก ซึ่ง ช่วยย่อระยะเวลาเดินทางของเรือบรรทุกสินค้าได้ 4-5 วันเมื่อเทียบกับการอ้อมช่องแคบมะละกา ,2. สร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ โดยกระตุ้น GDP และเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า อู่ต่อเรือ และการจ้างงานขนาดใหญ่ และ3.ลดความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน โดยเพิ่มความยืดหยุ่นในการขนส่งสินค้าและน้ำมันดิบในกรณีที่ช่องแคบมะละกาเกิดความขัดแย้งหรือแออัด ส่วนข้อเสีย คือ 1.ภาระงบประมาณและความเสี่ยงทางการเงินสูง โดยใช้เงินลงทุนมหาศาล (กว่า 1 ล้านล้านบาท) หากปริมาณตู้สินค้าและเรือไม่เข้ามาใช้บริการตามเป้าหมาย จะเกิดผลตอบแทนทางการเงินต่ำ ,2. ต้นทุนและขั้นตอนขนถ่าย (Double Handling) โดยเรือสินค้าต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการยกตู้สินค้าลงจากเรือขึ้นรถไฟ/รถบรรทุก แล้วยกกลับลงเรืออีกฝั่ง ซึ่งในทางปฏิบัติสายการเดินเรือมองว่าไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการวิ่งเรืออ้อมแบบเดิม และ3.กระทบสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตอย่างรุนแร ซึ่งต้องถมทะเล ขุดเจาะภูเขา เวนคืนที่ดิน และกระทบต่อพื้นที่ป่าชายเลน แหล่งอนุรักษ์ประมงพื้นบ้าน และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศฝั่งอันดามัน
อีกทั้งยังพบปัญหาในช่วงที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นข้อกังวลเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ที่สายการเดินเรือยักษ์ใหญ่ของโลกส่วนใหญ่ให้ความสนใจต่ำ เนื่องจากพฤติกรรมการขนส่งสินค้าเน้นความต่อเนื่องโดยไม่ยกตู้สินค้าลงระหว่างทางโดยไม่จำเป็น ,แรงต้านจากภาคประชาชนและนักอนุรักษ์ ซึ่งชุมชนท้องถิ่น กลุ่มประมงพื้นบ้าน และองค์กรสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ระนอง-ชุมพร ออกมาคัดค้านเนื่องจากกังวลเรื่องการสูญเสียที่ทำกินและระบบนิเวศเสียหาย และการทบทวนผลตอบแทนทางการเงิน (NPV & IRR) ซึ่งผลศึกษาฉบับปรับปรุงพบว่า ผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) ลดลงจากที่เคยประเมินไว้ 8% เหลือเพียงราว 4.8% และมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบ
อย่างไรก็ตามจากปัญหาที่เกิดขึ้น "รัฐบาลอนุทิน" ได้มอบหมายให้ "นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่าง อ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ขึ้นมา มีกรอบระยะเวลาทำงาน 90 วัน ซึ่งผลการศึกษาได้ข้อสรุปนำเสนอ "ประกาศยุติโครงการแลนด์บริดจ์" ที่ดำเนินการในรูปแบบเดิม เพื่อปกป้องประเทศจากความเสี่ยงทางการคลัง และผลกระทบหลายด้านที่อาจกลายเป็นภาระของประเทศในอนาคต โดยคณะกรรมการฯที่ใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันในการคำนวณความคุ้มค่าของโครงการ เมื่อพบว่าสมมุติฐานทางเศรษฐกิจเปลี่ยนเนื่องจากอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจโลกภายหลังจากเกิดภาวะสงครามตะวันออกกลางจะชะลอตัวลง การขนส่งสินค้าทางเรือไม่ได้มากเท่าเดิม ทำให้ผลตอบแทนทางการเงินของโครงการมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ได้ 637,713 ล้านบาท ปรับลดลงเป็นติดลบที่ 10,287 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าโครงการฯ มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและปริมาณสินค้าในระดับที่สูงมาก โครงการจึงมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจในระดับต่ำ ถ้าประเทศไทยฝืนสร้างต่อไปนอกจากโครงการจะไม่คุ้มทุน อาจจะก่อให้เกิดภาระงบประมาณและความเสี่ยงจากหนี้สินของประเทศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนั้นข้อมูลที่คณะกรรมการได้จากการสอบถามจากสายเรือขนาดใหญ่ระดับโลกพบว่า 9 ใน 10 รายได้ไปลงทุนในโครงการอื่นหรือจับมือกับพันธมิตรในประเทศอื่นที่มีการลงทุนในโครงการที่คล้ายกับโครงการแลนด์บริดจ์หมดแล้ว เหลือผู้เล่นเพียงรายเดียวที่มีส่วนแบ่งการตลาดน้อย หมายความว่าหากไทยสร้างแลนด์บริดจ์เสร็จเรือสินค้าส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้เข้ามาใช้บริการอยู่ดี กลายเป็นความเสี่ยงที่ไทยจะขาดทุนจากโครงการนี้สูงมาก
อีกหนึ่งจุดเด่นที่ต้องชื่นชมคือการตัดสินใจของคณะกรรมการฯที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง และพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกที่คณะกรรมการพิจารณาแล้วมองเห็นว่ามูลค่าของป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกนั้นประเมินค่าไม่ได้ การฝืนทำโครงการอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่มองไกลกว่าตัวเงิน แต่เป็นการรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติให้แก่ลูกหลานไทย
การถอยโครงการแลนด์บริดจ์ครั้งนี้ไม่ใช่การละทิ้งภาคใต้ แต่เป็นการปรับเข็มทิศการลงทุนใหม่ให้ตรงจุดซึ่งคณะกรรมการได้เสนอทางออกที่มีประสิทธิภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าให้กับรัฐบาลกว่า ด้วยการสั่งการให้ศึกษาการพัฒนาท่าเรือระนอง ที่มีอยู่เดิมให้เต็มศักยภาพ พร้อมเร่งเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟ (Missing Link) เพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากจีนและท่าเรือฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ความต้องการจริงของภาคเอกชนโดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงระดับล้านล้านบาท
เช่นเดียวกับ "นายดนุชา พิชยนันท์" เลขาธิการสศช. ในฐานะประธานคณะทำงานชุดที่ 1 ระบุความเสี่ยงทางการเงินว่า จากการปรับปรุงผลการศึกษาตามสภาวะเศรษฐกิจโลกปี 2568 พบว่าจากการศึกษาผลตอบแทนทางการเงิน (Rate of Return) ลดลงจาก 8% เหลือเพียง 4.8% โดยเมื่อคิดมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบ จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกกว่า 6 แสนล้านบาท กลับกลายเป็น ติดลบถึง 10,287 ล้านบาท
นอกจากนั้นปริมาณสินค้าไม่คุ้มค่า เนื่องจากปริมาณตู้สินค้าลดลง 15-16% ส่งผลให้ผลตอบแทนลดลงถึง 38% นอกจากนี้ สายการเดินเรือหลัก 9 ใน 10 รายของโลกได้ไปลงทุนในโครงการอื่นที่คล้ายคลึงกันแล้ว เหลือเพียงรายเดียวที่มีส่วนแบ่งการตลาดน้อย
ส่วนความเสี่ยงด้านปฏิบัติการพบว่าขั้นตอนการขนถ่ายสินค้า (เรือ-รถ-รถไฟ) มีหลายข้อต่อและคำนวณเวลาไว้เพียง 3 วันเศษโดยไม่ได้รวมความเสี่ยงหน้างาน ซึ่งในทางปฏิบัติถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก
และบทสรุปสุดท้าย "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรี และรมว. มหาดไทย กล่าวสนับสนุนการนำเสนอของคณะกรรมการฯว่า โครงการไม่ได้พับ แต่ดำเนินการตามสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งตอนนี้สถานการณ์ปัจจุบันเห็นว่า การจะทำ Missing Link (โครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด เช่น สร้างทางรถไฟในช่วงที่ยังไม่มี เพื่อเชื่อมท่าเรือเข้ากับโครงข่ายรถไฟของประเทศ) ซึ่งจะเกิดได้ด้วยความรวดเร็วและไปปรับปรุงท่าเรือทั้งสองฝั่ง เมื่อถึงเวลาอันควรเมื่อใด มีความจำเป็น ในตอนนั้นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ได้ หรือเรื่องอื่นๆได้ สามารถนำขึ้นมาปัดฝุ่นได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามรายละเอียดเรื่องการปรับปรุงท่าเรือระนองยังต้องไปศึกษา ซึ่งก็ต้องมีการปรับปรุงยกระดับ
จึงเป็นที่ชัดเจนว่า "โครงการแลนด์บริดจ์" ในเวลานี้ ได้พับเก็บเป็นที่เรียบร้อย ส่วนอนาคตจะนำมาปัดฝุ่นใหม่หรือไม่อย่างไร ก็ต้องลุ้นกันต่อไป!!!








