นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ในหัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลัก ทำให้เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ประเทศไทยได้รับผลกระทบตามไปด้วย ขณะที่การลงทุนและการบริโภคภายในประเทศยังอ่อนแอ ส่วนการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น
ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลมุ่งให้การลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเริ่มเห็นผลชัดเจนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนไตรมาสแรกขยายตัวราว 10% และตั้งเป้าผลักดันการลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจให้เติบโต 9.4% เพราะการเติบโตจากการลงทุนจะสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการเติบโตจากการบริโภค
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม 2 เรื่อง คือ อัตราเงินเฟ้อและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด โดยเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบในไตรมาสแรกมาอยู่ที่ 2.7% ในไตรมาส 2 จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท สะท้อนว่าประเทศมีรายจ่ายสูงกว่ารายรับ จึงต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่กับการขยายตัว
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการค้าโลก การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นเครื่องมือสำคัญของไทย ขณะเดียวกัน การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนทั่วโลกถือเป็นโอกาสที่ไทยต้องเร่งคว้าไว้ เห็นได้จากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะช่วยให้ไทยก้าวสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ของโลก
“นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้า เซนเตอร์ ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ขณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7% แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโต 3%++” นายเอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าปฏิรูป 3 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การรองรับสังคมสูงวัย และการพัฒนาทักษะแรงงาน ผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อยกระดับแรงงานไทยให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่กับการปรับหลักสูตรการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ และกระจายการลงทุนสู่ภูมิภาคเพื่อสร้างรายได้ในต่างจังหวัด
นอกจากนี้ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ภาคเอกชนจะเป็นผู้ขับเคลื่อนการลงทุน ขณะที่รัฐบาลจะสนับสนุนด้านการคลัง การค้า การพัฒนาทักษะแรงงาน และการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ พร้อมเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และยกระดับมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสและเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก
“ผมเข้าใจว่า การจะได้แชมป์ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ นักกีฬาทุกคนต้องทำงานหนัก และผมเห็นว่าต้องทำ เพราะวันนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย” นายเอกนิติ กล่าว








