วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ความกังวลในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการประมวลผลการคัดกรองผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการนั้น ยอมรับว่ามีชุดข้อมูลที่ถูกใส่เข้าในในระบบจำนวนมากถึง 9 ล้านกว่าชุดข้อมูล ซึ่งบางข้อมูลอาจมีความสับสน และคลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้นทาง ดังนั้นขณะนี้ระบบอยู่ระหว่างการรวบรวมรายละเอียดอีกครั้ง และณ สิ้นวันจะมีการปรับระบบให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อไม่ทำให้เกิดความสับสนตามข้อทักท้วงต่าง ๆ เช่น กรณีเรื่อง "รถยนต์" ที่ระบุในระบบการคัดกรองของโครงการ ซึ่งอาจจะสื่อสารได้ไม่ชัดเจนเพียงพอ ทำให้มีข้อทักท้วงสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิที่ระบุว่า มีเพียงรถจักรยานยนต์เท่านั้น แต่ถูกตัดสิทธิ โดยขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังเร่งประสานกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อระบุรายละเอียดที่ชัดเจนและเป็นไปตามข้อกฎหมายของคำว่า "รถ" ที่จะใช้คัดกรองคุณสมบัติตามโครงการ ซึ่งหมายรวมถึงรถทุกประเภท ทั้งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ตั้งแต่ 2 คันขึ้นไป
เช่นเดียวกับข้อมูลอื่น ๆ กรณีประชาชนสูงอายุแต่ม่ีชื่อเป็นนักเรียน นักศึกษา ก็อาจจะเป็นประเด็นการคลาดเคลื่อนของข้อมูลจากต้นทาง ตั้งแต่ตอนใส่เลขประจำตัวประชาชน ตรงนี้ก็จะมีการปรับระบบเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง และเมื่อเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์เพื่อทบทวนสิทธิก็จะเป็นไปตามกลไกปกติบนฐานของข้อมูลที่ถูกปรับให้ถูกต้องแล้ว ส่วนประเด็นที่เป็นข้อกังวลอื่น ๆ ข้อมูลเรื่องการครอบครองที่ดิน เป็นต้น อยู่ระหว่างการรวบรวมรายละเอียดและติดตามอย่างใกล้ชิด และจะดำเนินการประกาศผลการอุทธรณ์ในวันที่ 21 ก.ย. 2569 เพื่อให้ผู้ที่ได้รับสิทธิสามารถรับสิทธิได้ทันในวันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป
"ยืนยันว่าเกณฑ์การคัดกรองที่ออกมาในครั้งนี้ ทำเพื่อการคัดกรองเพื่อหาตัวคนที่มีความลำบากที่สุด เปราะบางที่สุด รายได้น้อยที่สุดในสังคมตามเกณฑ์ที่กำหนดว่าควรได้รับความช่วยเหลือ ดังนั้นไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด โดยกระบวนการในส่วนของระบบนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระทรวงการคลังจะรีบดำเนินการให้เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด และขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เอาข้ออ้างเรื่องความผิดพลาดของข้อมูลมาทำให้คนเสียสิทธิ เพราะอย่างไรก็จะดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ส่วนข้อกังวล ความห่วงใยของสังคมในวันนี้ขอรับไปดูแล และกระบวนการจะต้องเป็นธรรมกับทุกคนที่ควรได้รับสิทธิตามสมควร" นายวินิจ กล่าว
นายวินิจ กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในครั้งต่อไป (21 ก.ค.) กระทรวงการคลังจะเสนอให้มีการพิจารณานำรายชื่อผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ซึ่งมีการลงทะเบียนรับสิทธิ 12.7 ล้านราย จากผู้ถือบัตรเดิมทั้งสิ้น 13.18 ล้านราย ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์การคัดกรอง 5.4 ล้านราย และผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิอีกราว 4.8 แสนราย จากผู้ให้มารับสิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ซึ่งกระทรวงการคลังเตรียมสิทธิรอบรับไว้ทั้งสิ้น 6 ล้านสิทธิ ซึ่งชื่อว่าจะเพียงพอรองรับทั้งหมด โดยหาก ครม. เห็นชอบคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้สิทธิ 60/40 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2569 เป็นต้นไป
ส่วนกลุ่มที่อยู่ในรายชื่อของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และมหาดไทยที่ไม่ผ่านการคัดกรอง รวมถึงกลุ่มที่กระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่เก็บตกนั้น ได้มอบหมายให้ทั้ง 2 เข้าไปเร่งดูแลแล้วว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ หากมีความผิดพลาดทีมมหาดไทยจะเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องของการอุทธรณ์








