วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เผยว่า ความคืบหน้าการใช้จ่ายเงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนที่ 2 เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศนั้น เบื้องต้นได้หารือกับนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ที่จะต้องมีกระบวนการในการบูรณาการเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดของประชาชน โดยเฉพาะการติดโซล่าร์รูฟท็อป ผ่านการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อช่วยในการลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน และเป็นการช่วยเสริมนโยบายด้านพลังงานสะอาดด้วย
สำหรับวงเงินสินเชื่ออยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ขณะเดียวกันกระทรวงมหาดไทยได้มีการหารือกับการไฟฟ้า เพื่อหาข้อสรุปรายละเอียดของโครงการทั้งหมด
“ปัจจุบันมีมาตรการลดหย่อนภาษีจากการติดโซล่าร์รูฟท็อปของกรมสรรพากรอยู่ แต่ประชาชนอาจจะยังเข้าไม่ถึง จึงเห็นว่าต้องมีกระบวนการบูรณาการผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งโครงการเหล่านี้ทั้งธนาคารออมสิน และ ธอส. ได้ดำเนินการอยู่แล้ว ดังนั้นก็อาจจะต้องมาดูเพิ่มเติมว่าจะสามารถใช้ พ.ร.ก. เงินกู้เข้ามาเสริมได้แค่ไหน โดยเฉพาะการสนันบสนุนประชาชนผู้มีรายได้น้อย” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าว่า จะมีการหารือร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการหาแนวทางส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการลงทุนและสร้างทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเป็นไปอย่างครบวงจร ขณะเดียวกันกรมการขนส่งทางบนอยู่ระหว่างการเร่งจัดทำรายละเอียดโครงการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาคขนส่ง ไปสู่การใช้พลังงานทดแทนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันไบโอดีเซล (บี20) ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ แต่ยังมีผลพลอยได้ เนื่องจากน้ำมันดังกล่าวใช้น้ำมันปาล์มเป็นส่วนผสม ซึ่งไทยสามารถผลิตน้ำมันชนิดนี้ได้เอง ก็จะเป็นประโยชน์กับภาคเกษตรไปพร้อมกันด้วย นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาว่าจะมีโครงการให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนการซื้อรถกระบะที่ใช้น้ำมันบี 20 ด้วย เนื่องจากเห็นว่าภาคประชาชนมีการใช้รถกระบะในการขนส่งค่อนข้างเยอะ โดยรายละเอียดหน่วยงานอยู่ระหว่างการเร่งพิจารณา
สำหรับการพิจาณาโครงการที่จะใช้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงินในส่วนที่ 2 นั้น จะมีคณะอนุกรรมการ ซึ่งมีนายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ที่มีความชำนาญด้านพลังงานเป็นประธานเพื่อพิจารณากลั่นกรองโครงการในรอบแรก ก่อนจะเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานพิจาณาในรอบที่ 2 โดยส่วนนี้จะมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนจากภาคเอกชนเข้าร่วมด้วย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด
“อยากบอกว่าทุกฝ่ายไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการพิจารณาโครงการที่จะมาใช้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงินในส่วนที่ 2 เพราะรัฐบาลเน้นย้ำอยู่เสมอว่าจะให้ความสำคัญในเรื่องความโปร่งใส และทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศมากที่สุด” เอกนิติ กล่าว
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะมีการประชุมภายในสัปดาห์นี้ โดยยืนยันว่าได้มีการวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาโครงการอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. เงินกู้ ดังนั้นโครงการที่จะเสนอเข้ามาจะต้องสอดคล้อง ถูกต้อง เป็นประโยชน์และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายเท่านั้น โดยขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานที่เสนอโครงการขอใช้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงินในส่วนที่ 2 เข้ามาอย่างเป็นทางการ แต่เท่าที่ทราบ คือ กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างการเร่งพิจารณาเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานในภาคขนส่งสาธาณณะ ตั้งแต่มอเตอร์ไซด์รับจ้าง รถตุ๊กตุ๊ก รถแท็กซี่ รถเมล์ รถบรรทุก รถบัสที่วิ่งระหว่างเมืองให้เป็นแบบไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลเองตั้งใจจะดำเนินการเปลี่ยนผ่านด้านคมนาคมกลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรก ส่วนลักษณะการให้ความช่วยเหลือแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน บางกลุ่มต้องการเงิน บางกลุ่มต้องการสินเชื่อ บางกลุ่มต้องการเงินอุดหนุน ตรงนี้กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างการทำการบ้าน หลังจากนี้จึงจะเป็นมาตรการสำหรับภาคประชาชนต่อไป
“เรามีการวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างเข้มข้น ไม่ใช่ว่าวันนี้มีเงินอยู่แล้วใครจะมาขออะไรก็ได้ ดังนั้นโครงการที่จะเข้ามาจะต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. กู้เงิน และไม่เกี่ยวกับว่าใครเสนอโครงการเข้ามาช้าหรือเร็ว แต่หลักสำคัญคือ โครงการที่จะเข้ามาต้องสอดคล้อง ถูกต้อง เป็นประโยชน์มากที่สุด ไม่มีล็อกสเปกแน่นอน ขอให้เชื่อมั่นว่าคณะกรรมการกลั่นกรองฯ จะดำเนินการอย่างโปร่งใส เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย"” นายลวรณ กล่าว








