เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เปิดเผยภายหลังการประชุมที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมมีมติปรับปรุงแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนของภาคเอกชน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค และสะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริงตามนโยบายของรัฐบาล
นายดนุชา กล่าวว่า คณะกรรมการฯ พบปัญหาสำคัญจากสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กและขนาดเล็กมาก (SPP/VSPP) ระหว่างภาครัฐและเอกชนในอดีต โดยเฉพาะโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind) ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาที่สามารถต่ออายุโดยอัตโนมัติเมื่อครบกำหนดในแต่ละช่วงเวลา
นอกจากนี้ โครงสร้างราคารับซื้อไฟฟ้าเดิมยังอ้างอิงจากราคาขายส่ง รวมกับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT) ส่งผลให้ราคารับซื้อสูงกว่า 3 บาทต่อหน่วย ทั้งที่โรงไฟฟ้าประเภทดังกล่าวไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง เนื่องจากใช้พลังงานจากธรรมชาติ ได้แก่ แสงแดดและลม
ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงเตรียมปรับโครงสร้างราคารับซื้อใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ลดลง โดยจะอ้างอิงจากโครงการโซลาร์ชุมชนที่มีราคารับซื้ออยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะนำมาใช้กับโครงการโซลาร์ฟาร์มเป็นกลุ่มแรก เนื่องจากมีราคาอ้างอิงชัดเจน ส่วนโครงการพลังงานลมจะมีการกำหนดราคารับซื้อใหม่อีกครั้ง
นายดนุชา กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขสัญญาดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ครบอายุสัญญา 25 ปีแล้ว ปัจจุบันมีจำนวน 515 สัญญา มีกำลังการผลิตราว 2,400 เมกะวัตต์ โดยเดิมสามารถต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 3-5 ปี แต่แนวทางใหม่จะไม่มีการต่ออายุอัตโนมัติอีกต่อไป โดยอนุญาตให้ต่อสัญญาได้อีกเพียง 1 รอบตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเดิม เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี และต้องใช้ราคารับซื้อใหม่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วย เมื่อครบกำหนดแล้วจะถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงทันที
กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ได้รับเงินสนับสนุนส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ครบ 10 ปีแล้ว แต่ยังไม่ครบอายุสัญญา 25 ปี มีจำนวน 46 สัญญา มีกำลังการผลิตที่จ่ายไฟเชิงพาณิชย์แล้ว (COD) ประมาณ 1,478 เมกะวัตต์ โดยคณะกรรมการเห็นว่าโครงการกลุ่มนี้สามารถคืนทุนค่าก่อสร้างแล้วในช่วงที่ได้รับค่า Adder ดังนั้นราคารับซื้อในช่วงเวลาที่เหลือของสัญญาจะถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเช่นกัน
สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและยังไม่ได้จ่ายไฟเข้าระบบ (Non-COD) มีประมาณ 4 สัญญา มีกำลังการผลิตรวม 67 เมกะวัตต์ หากเลยกำหนดวันจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) เกิน 2 ปีโดยไม่มีความคืบหน้า จะมีการพิจารณายกเลิกสัญญาเป็นรายกรณี
นายดนุชา ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่าการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้จำนวนเท่าใด แต่การปรับค่า FT ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงจะเป็นประโยชน์ต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมของประชาชน เนื่องจากเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในปัจจุบันมีต้นทุนลดลงอย่างมาก
ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อยู่ระหว่างการคำนวณผลกระทบจากการปรับปรุงสัญญา เพื่อประเมินว่าจะสามารถลดค่าไฟฟ้าได้มากน้อยเพียงใด โดยค่าไฟฟ้าฐานอาจยังไม่ลดลงทันทีในรอบปัจจุบัน เนื่องจากต้องใช้เวลาในการทยอยแก้ไขสัญญาระหว่างการไฟฟ้ากับผู้ผลิตเอกชนให้ครบถ้วน
นายดนุชา กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการฯ จะเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำหนดเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ ก่อนดำเนินการแก้ไขหรือยกเลิกมติ กพช. เดิมที่เกี่ยวข้องกับสัญญารับซื้อไฟฟ้าแบบต่ออายุอัตโนมัติ จากนั้นจะมอบหมายให้ 3 การไฟฟ้าดำเนินการแก้ไขสัญญากับภาคเอกชนต่อไป
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ประธานคณะกรรมการฯ ย้ำว่า ภาครัฐต้องยึดประโยชน์ของประชาชนและความเป็นธรรมเป็นหลัก พร้อมระบุว่าไม่ควรกังวลเรื่องการถูกเอกชนฟ้องร้อง เพราะเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะและประชาชนโดยรวม
นายดนุชา กล่าวว่า “รองนายกรัฐมนตรีปกรณ์ในฐานะประธานที่ประชุม ระบุว่า เรามีหน้าที่แก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น ดังนั้นต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมก่อน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้องจากเอกชน เพราะเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม”
ส่วนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) เนื่องจากสัญญามีความซับซ้อนและจัดทำขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน คณะกรรมการฯ มีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาแนวทางปรับปรุงค่า Availability Payment (AP) และค่าพลังงานไฟฟ้า (EP) โดยเฉพาะ เพื่อลดผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าฐาน แต่ในระยะแรกจะเดินหน้าแก้ไขสัญญาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่มีลักษณะไม่เป็นธรรมก่อน
สำหรับความกังวลว่าการแก้ไขสัญญากับภาคเอกชนอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก นายดนุชา กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น เนื่องจากรัฐบาลมีมาตรการรองรับ ทั้งการพัฒนาสถานีไฟฟ้า (Sub-station) และการส่งเสริมระบบ Direct PPA เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตได้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในภาพรวมต่อไป
#ค่าไฟ #ลดค่าไฟ #โซลาร์ #พลังงานทดแทน #โรงไฟฟ้าโซลาร์ #พลังงานลม #รัฐบาล #ค่าไฟแพง #นโยบายพลังงาน #ไฟฟ้าไทย #กระทรวงพลังงาน #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้








