ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานทั่วโลกเท่านั้น แต่ทำให้ราคาพลังงาน ต้นทุนค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยทางทะเลทะยานสูงและผันผวนกว่าปกติ ผลกระทบดังกล่าวส่งตรงมายังประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป แต่ยังลามไปถึงก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG หนึ่งในเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า รวมถึงเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม และภาคขนส่ง แหล่งพลังงานที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ
ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยถูกผลิตขึ้นมาใช้ประโยชน์มากกว่า 40 ปี เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติทุกภาคส่วน และได้มีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติผ่านทางท่อส่งก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้านมาตั้งแต่ปี 2541 เพื่อเสริมศักยภาพการผลิตไฟฟ้าของประเทศ นอกจากนั้น ยังมีการนำเข้าในรูปแบบของเหลว หรือ LNG มาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามเมื่ออุปสงค์-อุปทาน ผันผวนตามชนวนสงคราม โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย ผูกติดกับราคาซื้อ-ขาย LNG ในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหัวใจสำคัญในการกำหนดราคาขึ้นลงนั้น ขึ้นอยู่กับดุลยภาพระหว่าง อุปสงค์ (ความต้องการซื้อ) และ อุปทาน (ความต้องการขาย) เป็นหลัก เมื่อเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำด้านพลังงานของโลก ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอุปสงค์-อุปทานของ LNG อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเชิงปริมาณ ราคา และความเสี่ยงด้านการขนส่ง
สำหรับ ปัจจัยด้านอุปทาน มีความเปราะบางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นแหล่งส่งออก LNG ที่สำคัญ โดยเฉพาะกาตาร์ซึ่งเป็นประเทศส่งออก LNG อันดับต้นๆของโลก เมื่อเกิดความขัดแย้งและโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG ได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งผลิตหรือท่าเรือส่งออก ย่อมส่งผลให้อุปทานในตลาดโลกจำนวนมากหายไปในทันที ขณะเดียวกันเส้นทางขนส่งเชิงยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดผ่านหลักของการขนส่งพลังงานโลก ที่เผชิญการหยุดชะงักหรือข้อจำกัดในการเดินเรือ แม้ในทางปฏิบัติการผลิต LNG อาจยังไม่หยุดลงทันที แต่ข้อจำกัดด้านการขนส่งก็ทำให้อุปทานไม่สามารถออกสู่ตลาดได้ และยังส่งผลกระทบต่อความรู้สึกในตลาดจากการรับรู้ถึงความเสี่ยงของการขาดแคลน ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อราคาและความผันผวนของตลาดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่อุปทานของตลาด LNG ยังขึ้นอยู่กับการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตของประเทศผู้ส่งออกเป็นสำคัญ รวมถึงความพร้อมและประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ เช่น โรงแปรสภาพก๊าซธรรมชาติ (liquefaction plants) และสถานีส่งออก LNG หากมีการลงทุนขยายกำลังการผลิตเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มปริมาณอุปทานและลดแรงกดดันด้านราคาได้ในระยะยาว ในทางกลับกัน หากการลงทุนล่าช้าหรือโครงสร้างพื้นฐานเดิมได้รับความเสียหายจากภาวะสงคราม อาจทำให้อุปทานตึงตัวและเติบโตไม่ทันต่อความต้องการ ส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคา LNG ได้ในระยะยาว
ส่วนปัจจัยด้านอุปสงค์ ภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น จากพฤติกรรมของประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะในเอเชียและยุโรป ที่เร่งนำเข้าและเพิ่มการสำรอง LNG เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของอุปทานในตลาดโลก โดยเฉพาะยุโรปซึ่งยังคงอยู่ในช่วงลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย จึงมีความจำเป็นต้องพึ่งพา LNG จากภูมิภาคอื่นมากขึ้นในเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้อุปสงค์ในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะสั้น แม้ว่าการใช้จริงอาจยังไม่ได้เพิ่มขึ้นในทันที ทั้งนี้ พฤติกรรมดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมภาวะตึงตัวของตลาดและก่อให้เกิดแรงกดดันต่อราคามากยิ่งขึ้น
นอกจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ในภาวะปกติของตลาด LNG สภาพอากาศถือเป็นตัวแปรหลักที่ส่งผลต่อความต้องการใช้พลังงานอย่างชัดเจน เช่น ในช่วงฤดูหนาวที่รุนแรงในภูมิภาคยุโรปหรืออเมริกาเหนือ และช่วงคลื่นความร้อนในภูมิภาคเอเชีย จะทำให้ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อการผลิตไฟฟ้า และการปรับอากาศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุปสงค์ LNG ปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะสั้น
นอกจากนี้ความแตกต่างของตลาดและรูปแบบการซื้อขาย (Term vs Spot) จะมีความแตกต่างกันตามภูมิภาค และยังมีโครงสร้างราคาที่ต่างกันด้วย โดยสามารถแบ่งราคาตลาดอ้างอิงออกเป็น 3 ภูมิภาค ได้แก่
1. ฝั่งอเมริกาเหนือ จะใช้ Henry Hub (HH) เป็นจุดซื้อขายก๊าซผ่านทางระบบท่อก๊าซฯ ที่เป็นราคาเนื้อก๊าซที่ส่งผ่านตามท่อในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ยังไม่ได้รวมค่าเปลี่ยนสถานะก๊าซเป็นของเหลวและค่าขนส่ง
2. ฝั่งยุโรป จะแบ่งเป็น 2 ตลาด ได้แก่ National Balancing Point (NBP) เป็นราคาเนื้อก๊าซฯ ที่ส่งผ่านตามท่อก๊าซฯ ใน สหราชอาณาจักร แต่ยังไม่ได้รวมค่าเปลี่ยนสถานะก๊าซเป็นของเหลวและค่าขนส่ง Title Transfer Facility (TTF) เป็นดัชนีราคาอ้างอิงหลักของก๊าซยุโรป มีทั้งรูปแบบ Spot, Long Term และอื่นๆ อาทิ ธุรกรรมอนุพันธ์ และสัญญาซื้อขายก๊าซล่วงหน้า
3. ฝั่งเอเชีย ประกอบด้วย Japanese Crude Cocktail (JCC) เป็นราคาอ้างอิงนำเข้าน้ำมันดิบโดยเฉลี่ยของประเทศญี่ปุ่นในแต่ละเดือนที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์ของญี่ปุ่น นำมาใช้อ้างอิงในการทำสัญญาซื้อ-ขาย LNG รูปแบบ Term; Japan Korea Marker (JKM) เป็นราคาซื้อ-ขาย Spot LNG ในภูมิภาค Northeast Asia ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และไต้หวัน
สำหรับรูปแบบการซื้อขาย LNG แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่
1. Term Contract (สัญญาระยะยาว) คือ การทำสัญญาซื้อขายที่มีการกำหนดราคา ปริมาณการส่งมอบ LNG ที่ต่อเนื่อง และกำหนดกรอบระยะเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุดสัญญาที่แน่นอน โดยราคาที่ซื้อ-ขายจะคำนวณตามสูตรราคาอ้างอิงกับดัชนีราคาน้ำมันหรือราคาก๊าซฯ ตามข้อตกลงในสัญญา ดังนั้น สัญญา Term Contract จึงมีภาระผูกพันทางสัญญาและความแน่นอนสูงในการได้รับก๊าซธรรมชาติตามปริมาณและราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา
2. Spot LNG (รายเที่ยวเรือ) คือ การซื้อ-ขาย LNG ที่มีการส่งมอบเป็นรายเที่ยวเรือหรือรายครั้ง โดยราคาซื้อขายจะอ้างอิงกับราคา LNG ในตลาดจรตามช่วงเวลานั้น ๆ ผู้ที่ได้รับการอนุญาตนำเข้าก๊าซฯ ส่วนมากจะใช้วิธีการซื้อ-ขาย Spot LNG เพื่อบริหารจัดการความผันผวนราคาในระยะสั้น ดังนั้น สัญญา Spot จะมีข้อได้เปรียบในการซื้อขายที่ราคาตลาดช่วงราคาลง แต่หากช่วงที่ก๊าซธรรมชาติขาดแคลนผู้ซื้ออาจจะไม่ได้สินค้าตามที่ต้องการ หรือต้องจัดหาในระดับราคาที่สูงกว่าสภาวะปกติมาก
ทั้งนี้ การซื้อ-ขาย LNG จะเป็นรูปแบบ Term Contract เป็นหลัก เนื่องจากราคา LNG มีแนวโน้มผันผวนสูง และการทำสัญญาแบบ Term สนับสนุนให้เกิดการลงทุนในโครงการ LNG Liquefaction ใหม่ ๆ มากขึ้น เพราะผู้ขายสามารถประเมินความต้องการวางแผนการผลิตและจัดส่งได้ล่วงหน้า เนื่องจากการลงทุนใน LNG Value Chain (ห่วงโซ่มูลค่าของก๊าซธรรมชาติเหลว) มีมูลค่าสูงมาก
ความผันผวนของราคาในตลาดโลกและภาวะสงคราม การมี Term Contract จึงเป็นหลักประกันความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และช่วยลดความผันผวนของราคาพลังงาน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น Term Contract จึงถือเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่ช่วยให้ประเทศมีเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่เพียงพอและควบคุมต้นทุนได้ในระยะยาว ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และผู้ใช้พลังงานทุกภาคส่วน ว่าประเทศไทยจะมีพลังงานรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนของประเทศ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน








