"ศุภจี สุธรรมพันธุ์" รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ แจงสภาฯ ยอมรับงบประมาณปี 2570 มีจำกัด ท่ามกลาง 4 ความท้าทายโลก ทั้งภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตพลังงาน ย้ำต้องแก้ปัญหาระยะสั้นควบคู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างระยะยาว โชว์วิสัยทัศน์ทำการตลาดล่วงหน้าช่วยพยุงราคาผลไม้ ดัน "ข้าวปราณีต" ยกระดับรายได้เกษตรกร พร้อมเดินหน้าจับมือ 23 หน่วยงานสกัดนอมินี ยืนยันยอดตั้งบริษัทบังหน้าลดฮวบกว่า 51%
วันที่ 29 มิ.ย.2569 เวลา 13.05 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ต่อมาเวลา 18.35 น.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อว่า ขอบคุณสำหรับคำแนะนำและข้อวิพากษ์วิจารณ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พร้อมระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่มีงบประมาณค่อนข้างจำกัด เนื่องจากโครงสร้างงบประมาณที่ต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญ 4 ความท้าทายหลัก คือ1.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วอำนาจทางการค้าโลก ทำให้ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลางต้องวางตัวอย่างสมดุลและรักษามิตรภาพกับทุกฝ่าย 2.วิกฤติพลังงานในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนและสร้างความตึงเครียดต่อต้นทุนของเกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการทุกระดับ 3.โครงสร้างประชากร ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ (Aged Society) อัตราการเกิดลดลง จึงต้องเร่งเสริมสร้างและพัฒนาทักษะแรงงานให้แข่งขันได้ และ4.กับดักรายได้ปานกลาง โครงสร้างเศรษฐกิจไทยติดหล่มนี้มาเป็นเวลานานและจำเป็นต้องยกตัวรสสะบัดออกให้ได้
"ปัญหาที่เผชิญอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นแต่เรื้อรังยาวนาน สิ่งที่รัฐบาลต้องทำไปพร้อมกันคือการแก้ปัญหาระยะสั้นควบคู่กับการวางโครงสร้างเพื่อตอบสนองระยะยาว การทำตลาดล่วงหน้าหรือการแก้ปัญหาก่อนจะเกิด ถือเป็นตัวอย่างของการปรับโครงสร้างที่เราพยายามทำโดยแทบไม่ต้องใช้เงินงบประมาณเลย" นางศุภจี กล่าว
นางศุภจี กล่าวว่า ในส่วนของภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีแรงงานอยู่ถึงร้อยละ 30 ของประเทศ แต่สร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 10 ของจีดีพี (GDP) กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งแก้ปัญหาทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะกรณีของทุเรียนในปีนี้ที่มีผลผลิตมากกว่าปกติถึงร้อยละ 30 และมีขนาดผลเล็กกว่าเดิมเนื่องจากสภาพภูมิอากาศ รัฐบาลได้รุกทำตลาดล่วงหน้าจนสามารถพยุงราคาให้อยู่ในเกณฑ์ดีและไม่มีปัญหาล้นตลาดเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับแนวทางการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว รัฐบาลได้ใช้ข้อมูลเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบพื้นที่ที่มีอุปทานส่วนเกิน (Over-supply) เพื่อให้พาณิชย์จังหวัดเข้าไปรับซื้อนำตลาดเพื่อพยุงราคา พร้อมเปิดตัวโครงการ "ข้าวเศรษฐกิจอนาคต" หรือ "ข้าวปราณีต" บูรณาการร่วมกับ 4 กระทรวง (กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)) นำร่องส่งเสริมให้ 200 ชุมชน และตั้งเป้าขยายเป็น 466 ชุมชนในปีนี้ เพื่อปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ข้าวและสลับไปปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง โดยมีกระทรวงพาณิชย์คอยจัดหาตลาดรองรับและส่งออกให้โดยตรง
รมว.พาณิชย์ กล่าวต่อว่า ในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี (SME) ซึ่งปัจจุบันสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35 ของจีดีพี โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เติบโตถึงร้อยละ 40 ผ่านการพัฒนาทักษะ ซึ่งจนถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมโปรแกรมแล้วกว่า 300,000 ราย พร้อมเตรียมพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเรื่องค่าบริการระบบ (GP) ของแพลตฟอร์มออนไลน์ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านธุรกิจแฟรนไชส์ นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับการปราบปรามขบวนการ "นอมินีและทุนเทา" โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันระหว่าง 23 หน่วยงานภาครัฐ ส่งผลให้สถิติการจดทะเบียนบริษัทบังหน้าลดลงถึงร้อยละ 51.05 และตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป จะกำหนดให้ผู้รับเงินต้องยื่นหลักฐานประกอบการจดทะเบียนเพื่อลดความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
นางศุภจี กล่าวว่า ขณะเดียวกัน การกวาดล้างบัญชีม้าที่มาแฝงจดทะเบียนบริษัท ซึ่งปีที่ผ่านมาพบถึง 549 บริษัท แต่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา พบข้อมูลลดลงเหลือเพียง 10 บริษัทเท่านั้น จากการปูพรมตรวจเชิงลึกใน 35 พื้นที่ 11 จังหวัด และได้ส่งต่อข้อมูลให้กับกรมสรรพากร กรมที่ดิน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บก.ปอศ.) รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด
“สร้างสมดุลในภาคการส่งออก โดยจะรักษาฐานตลาดเดิมอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ควบคู่ไปกับการเปิดเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายไปสู่ตลาดใหม่ ๆ เช่น ตะวันออกกลาง มาเลเซีย และแอฟริกาใต้ รวมถึงการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาปรับปรุงบริการของกรมธุรกิจการค้าและกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างความโปร่งใสและตอบสนองต่อภาคธุรกิจได้อย่างแม่นยำที่สุด”นางศุภจี กล่าว
#ศุภจี #งบปี70 #เศรษฐกิจไทย #นอมินี #ทุนเทา #สินค้าเกษตร #ปฏิรูปเศรษฐกิจ #รัฐบาล #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








