สภาฯ เดือดวันแรก! "ภราดร ปริศนานันทกุล" รับสภาพงบประมาณปี 2570 ขาดสภาพคล่อง เป็นงบฯ หาเช้ากินค่ำ โครงสร้างเดิมไปต่อไม่ได้อีก 2-3 ปี หักดิบหั่นงบลงทุน-งบจังหวัด รัดเข็มขัดงดดูงานนอก พร้อมวอน "ศิริกัญญา-ฝ่ายค้าน" ร่วมมือชั้น กมธ. ผ่าทางตัน ดึงเงินสะสม อปท.-เงินนอกงบประมาณกลับเข้าระบบ ชี้หากไม่ยอมเจ็บปีนี้ รัฐบาลหน้าพังแน่
วันที่ 29 มิ.ย.69 เวลา 13.05 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ต่อมานายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ ได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อสภาฯ โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า รัฐบาลไม่ปฏิเสธสถานการณ์งบประมาณปี 2570 ว่ามีลักษณะเป็น "งบฯ หาเช้ากินค่ำ" เนื่องจากเป็นการจัดงบประมาณในส่วนของประเทศเป็นปีแรก ซึ่งจากการหารือร่วมกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่างเห็นพ้องตรงกันกับที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ฝ่ายค้านอภิปรายว่า หากยังฝืนจัดโครงสร้างงบประมาณแบบเดิม ๆ อีกเพียง 2-3 ปี ประเทศจะอยู่ไม่ได้แน่นอน สำหรับโครงสร้างงบประมาณปี 2570 วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาทนั้น พบว่าเป็นงบรายจ่ายประจำและงบชำระหนี้ที่ก่อไว้ก่อนหน้านี้ไปแล้วถึง 3 ล้านล้านบาท ขณะที่อีก 7 แสนล้านบาทเป็นเงินกู้ยืม ซึ่งงบรายจ่ายประจำที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลกระทบให้งบลงทุนลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาถึง 7 หมื่นล้านบาท
"รัฐบาลมีทางเลือก 2 ทาง คือ จะตามน้ำทำงบแบบเดิม ๆ เงินไม่พอขาดเท่าไรก็ใช้วิธีกู้เพิ่ม หรือจะเลือกแก้ไขที่โครงสร้าง ผมยอมรับว่าไม่สามารถจัดงบปี 2570 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะโครงการที่มีอยู่เดิมทำให้ต้องใช้วิธีปะผุ แต่สิ่งที่รัฐบาลนี้จะไม่ทำเด็ดขาดคือการตามน้ำแล้วกู้เงินเพิ่ม เพราะแม้มันจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการกู้เงินมาทำโครงการตามสัญญา แต่เราเลือกที่จะปรับโครงสร้างและรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด" นายภราดร ระบุ
นายภราดร ชี้แจงต่อไปว่า รัฐบาลจำเป็นต้องยอมเจ็บในวันนี้ เพราะหากไม่ยอมเจ็บในปีนี้ ปีหน้าหรือปีถัด ๆ ไป ประเทศก็ต้องเจ็บอยู่ดี และรัฐบาลนี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป รัฐบาลชุดหน้าก็ต้องเผชิญกับวิกฤตินี้เช่นเดียวกัน โครงสร้างงบประมาณในปัจจุบันจำกัดจนไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยเด็ก หรือเบี้ยคนพิการ แม้รัฐบาลอยากทำแต่ก็ถูกข้อจำกัดนี้บีบไว้ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการรักษาวินัยการเงินอย่างเคร่งครัดและไม่ดึงเงินคงคลังมาใช้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน "รัดเข็มขัด" งดการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ หากจำเป็นต้องไปให้ไปเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง และปรับลดอัตราการจ้างงานลง ส่วนงบลงทุนที่ลดลงนั้น จะหันไปพึ่งพาช่องทางระดมทุนอื่นแทน เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) หรือการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP)
ขณะที่งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งเดิมเคยได้รับการจัดสรรปีละ 20,000-30,000 ล้านบาท ในปี 2570 นี้จะเหลือเพียง 4,000 ล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้อง "ตัดเนื้อเฉือนเนื้อ" เนื่องจากพบความซ้ำซ้อนกับงบฟังก์ชันของกระทรวงต่าง ๆ และเพื่อป้องกันไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 144
นายภราดร กล่าวถึงการตั้งหมวดใหม่ในงบกลางคือ "งบแก้ปัญหาวิกฤติผันผวนงบประมาณ" วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งที่รัฐบาลต้องกู้เงินปีละ 7 แสนล้านบาท เสียดอกเบี้ย 3-4% แต่ในทางกลับกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีเงินสะสมเหลืออยู่ถึง 6 แสนล้านบาท และยังมีเงินสะสมจากกองทุนหมุนเวียน รวมถึงเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐอีกมหาศาลที่ฝากธนาคารไว้เพียงเพื่อกินดอกเบี้ย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและต้องปฏิรูปร่วมกัน
นายภราดร กล่าวเชิญชวน สส. ฝ่ายค้าน ว่าตนได้พูดคุยกับ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งทุกคนต่างเห็นภาพวิกฤติตรงกัน จึงขอเชิญชวนให้สภาฯ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน มาร่วมมือกันในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) หลังจากผ่านวาระแรก เพื่อตัดลดงบประมาณส่วนที่ไม่จำเป็นออกให้ได้มากที่สุด แล้วนำเงินเหล่านั้นไปจัดสรรให้กับหน่วยงานหรือโครงการที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย เช่น งบประมาณด้านการวิจัย เพื่อร่วมกันวางรากฐานโครงสร้างงบประมาณใหม่ที่สมบูรณ์และตอบโจทย์ประเทศอย่างแท้จริง
#ภราดร #งบประมาณ70 #เศรษฐกิจไทย #ปฏิรูปเศรษฐกิจ #งบรัฐ #ฝ่ายค้าน #การเมือง #ข่าวเศรษฐกิจ #นโยบายรัฐ #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








