วันที่ 11 มิถุนายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรคมนาคม นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง นางรสนา โตสิตระกูล ผู้แทนภาคประชาชน นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ประธานที่ปรึกษาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ผู้แทนภาคแรงงาน ดร.ดารินทร์ กำแพงเพชร อาจารย์ประจำวิทยาลัยผู้นำ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต เข้าร่วมงานเสวนา “การแก้ไขปัญหาและพัฒนากิจการรถไฟอย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และสมาพันธ์แรงงานแห่งชาตินอร์เวย์ (LO-Norway) เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลการศึกษา วิเคราะห์สถานการณ์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน อันจะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนากิจการรถไฟไทยให้มีความมั่นคง ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนในระยะยาว
การจัดเสวนาครั้งนี้ สืบเนื่องจากโครงการ “การศึกษาและจัดเก็บข้อมูลเพื่อการพัฒนาการรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างยั่งยืน” ซึ่ง สร.รฟท. ได้ดำเนินการร่วมกับวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2568 โดยศึกษาสถานการณ์ รวบรวมข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นจากพนักงาน ผู้ปฏิบัติงาน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทั่วประเทศ เพื่อนำมาจัดทำฐานข้อมูลและองค์ความรู้สำหรับการพัฒนากิจการรถไฟไทยในอนาคต ซึ่งผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า กิจการรถไฟไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายด้านที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความปลอดภัยในการเดินรถ ความสามารถในการแข่งขัน และการให้บริการประชาชน โดยสามารถสรุปเป็น “5 วิกฤตกิจการรถไฟไทย” ได้แก่ วิกฤตอัตรากำลังและความปลอดภัยในการเดินรถ วิกฤตการขาดแคลนรถจักร ล้อเลื่อน และทรัพย์สินด้านการเดินรถ วิกฤตหนี้สินและภารกิจบริการสาธารณะ (PSO) วิกฤตการบริหารจัดการและการลงทุนเพื่ออนาคต และวิกฤตการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบรางยุคใหม่
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่การรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังเผชิญ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่กว่าร้อยละ 70 ยังเป็นทางเดี่ยว รถจักรและตู้โดยสารที่มีอายุการใช้งานยาวนาน รวมถึงการขาดแคลนบุคลากร โดยปัจจุบันการรถไฟฯ มีเครือข่ายทางรถไฟกว่า 4,100 กิโลเมตร แต่มีบุคลากรลดลงจากกว่า 20,000 คน เหลือประมาณ 8,000 คน ส่งผลให้พนักงานต้องรับภาระงานเพิ่มขึ้นและอาจกระทบต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมเตรียมนำเสนอการเพิ่มกรอบอัตรากำลังของการรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน 2,850 อัตรา เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในสายงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ควบคู่กับการทบทวนข้อจำกัดด้านการบริหารอัตรากำลังที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานขององค์กร
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลตระหนักดีว่าภาระหนี้สะสมของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีมูลค่ากว่า 300,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากการดำเนินภารกิจบริการสาธารณะ (Public Service Obligation : PSO) ที่ต้องให้บริการประชาชนในอัตราค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุน โดยปัจจุบันมีต้นทุนการเดินรถเฉลี่ยกว่า 3 บาทต่อคนต่อกิโลเมตร ขณะที่อัตราค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 24 สตางค์ต่อคนต่อกิโลเมตร สะท้อนบทบาทสำคัญของการรถไฟฯ ในการสนับสนุนการเดินทางและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีเป้าหมายในการฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟฯ ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดแนวทางดำเนินงานสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพย์สินของการรถไฟฯ ผ่านการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ การยกระดับการขนส่งสินค้าทางราง และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในระยะสั้น ภายใน 1 ปี รัฐบาลเตรียมผลักดันการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการรับพนักงานใหม่ เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลังในสายงานสำคัญ อาทิ พนักงานขับรถ ช่างเครื่อง นายสถานี วิศวกร และบุคลากรด้านการบำรุงรักษา พร้อมจัดตั้งกองทุนพัฒนาทักษะและศักยภาพบุคลากร (Reskill/Upskill) เพื่อรองรับเทคโนโลยีระบบรางสมัยใหม่ รวมถึงผลักดันการเชื่อมโยงระบบตั๋วร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะอื่น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทาง
ขณะเดียวกัน ในระยะยาว 3–5 ปี รัฐบาลมีเป้าหมายยกระดับการรถไฟฯ สู่การเป็นองค์กรระบบรางแห่งอนาคต โดยมุ่งพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พัฒนาศักยภาพบุคลากร เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมพัฒนาธุรกิจระบบรางในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และส่งเสริมการท่องเที่ยวทางรถไฟผ่านขบวนรถและเส้นทางที่มีศักยภาพ อาทิ KIHA 183 และ Royal Blossom รวมถึงการอนุรักษ์และบำรุงรักษาขบวนรถจักรไอน้ำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงเป้าหมายการพัฒนาโครงข่ายระบบรางของประเทศว่า ภายในระยะเวลาประมาณ 7 ปี ประเทศไทยควรมีโครงข่ายรถไฟทางคู่ครอบคลุมเส้นทางหลักทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน ควบคู่กับการยกระดับการขนส่งสินค้าทางราง ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การรถไฟฯ ได้ศึกษาภาระทางการเงินจากการรับพนักงานใหม่ จำนวน 2,850 อัตราแล้ว พบว่าอยู่ในระดับที่องค์กรสามารถบริหารจัดการได้ และไม่ถือเป็นภาระทางการเงินที่สูงเกินไป เนื่องจากปัจจุบันพนักงานต้องพึ่งพาการปฏิบัติงานล่วงเวลา (OT) ในสัดส่วนสูง โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของเงินเดือน การเพิ่มบุคลากรจึงจะช่วยลดภาระงานของพนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกำลังคน และรองรับการขยายตัวของระบบรางในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดเวทีเสวนาในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคแรงงาน ภาควิชาการ และภาคประชาชน ในการร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนากิจการรถไฟไทย เพื่อยกระดับระบบรางของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย สามารถแข่งขันได้ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป








