นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “Thailand FastPass” เพื่อเร่งรัดการลงทุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ร่วมผลักดันการลงนาม MOU ระหว่าง 8 หน่วยงานภาครัฐ และส่งมอบใบรับรอง Thailand FastPass แก่บริษัทชั้นนำ 23 แห่งจากทั่วโลก ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกัน คือการเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” และพิธีมอบใบรับรอง Thailand FastPass ในวันนี้ คือคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนต่อผู้ลงทุนว่า รัฐบาลไทยจะทำงานด้วยความรวดเร็ว ชัดเจน ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และพร้อมสนับสนุนโครงการลงทุนที่มีคุณภาพในทุกขั้นตอน
ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับความเชื่อถือด้านการลงทุนในเวทีโลกอย่างชัดเจน เห็นได้จากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในปี 2568 ที่มีมูลค่าสูงกว่า 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ก็ได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยตามการจัดอันดับของ IMD ปรับตัวดีขึ้นจากอันดับ 30 สู่อันดับ 26 สะท้อนว่านักลงทุนทั่วโลกกำลังมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติ ย้ำว่า ความเชื่อมั่นจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจไทยได้ ก็ต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงตัวเลขคำขอหรือแผนบนกระดาษ เพราะการลงทุนที่เดินหน้าได้จริง จะนำไปสู่การก่อสร้าง การผลิต การจ้างงาน การยกระดับทักษะแรงงาน และการใช้จ่ายที่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า Thailand FastPass ไม่ใช่เพียง fast track สำหรับนักลงทุน แต่เป็น fast track จากเงินลงทุนสู่ผลลัพธ์จริงสำหรับเศรษฐกิจไทยและคนไทย เพราะทุกเดือนที่โครงการเดินหน้าได้เร็วขึ้น คือเดือนที่งานเกิดเร็วขึ้น รายได้เข้าสู่ระบบเร็วขึ้น คนไทยได้ฝึกทักษะใหม่เร็วขึ้น และ SME ไทยมีโอกาสเชื่อมเข้าสู่ supply chain ใหม่เร็วขึ้น
เม็ดเงินลงทุนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย 4 ด้านสำคัญ
ด้านแรก คือ งานใหม่และอาชีพใหม่ ทุกโครงการที่เดินหน้าเร็วขึ้น ไม่ได้หมายถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่หมายถึงตำแหน่งงานใหม่ของหลายอาชีพ และผู้ให้บริการในพื้นที่ที่เกิดเร็วขึ้น
ด้านที่สอง คือ การพัฒนาทักษะใหม่และการเปลี่ยนผ่าน การลงทุนยุคใหม่มาพร้อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และวิธีการทำงานใหม่ ช่วยให้แรงงานไทยมีโอกาสยกระดับไปสู่งานที่มีทักษะและรายได้สูงขึ้น
ด้านที่สาม คือ โอกาสของ SME และผู้ผลิตในประเทศ การลงทุนขนาดใหญ่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ผลิตในประเทศ และธุรกิจในพื้นที่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตและบริการ
ด้านที่สี่ คือ เงินหมุนในพื้นที่ เมื่อโครงการลงทุนเกิดขึ้นจริง จะมีการก่อสร้าง การผลิต การจ้างงาน และการใช้บริการในพื้นที่ ทำให้เงินลงทุนหมุนกลับไปสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.8 โดยมีการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนร้อยละ 10.1 สะท้อนว่าการลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ และหากภาครัฐสามารถลดอุปสรรค ทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น ก็จะยิ่งช่วยเสริมแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างมีคุณภาพ
รัฐบาลมุ่งหวังให้ Thailand FastPass เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ดึงดูดการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และช่วยให้นักลงทุนเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน








