ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินแนวโน้มภาวะการเงินไทยในครึ่งปีหลังว่า เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนแรงในช่วงปลายปี เมื่อแรงหนุนระยะสั้นจากข่าวต่างประเทศเริ่มจางลง และตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง แม้เงินบาทอาจแข็งค่าได้บางช่วงจากความหวังเรื่องการคลี่คลายความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แต่ทิศทางหลักยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นไม่เต็มแรง
แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนผ่านหลายจุดอ่อน ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังไม่แข็งแรง ภาคส่งออกที่พึ่งพาสินค้าบางกลุ่ม ภาคท่องเที่ยวที่ยังกลับมาไม่เต็มศักยภาพ และภาคธุรกิจที่ยังเผชิญต้นทุนสูง ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงเป้าหมายค่าเงินบาทปลายปีไว้ที่ประมาณ 32.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ในระบบสินเชื่อ ภาพรวมทั้งปีอาจดูดีขึ้นจากแรงขับเคลื่อนของธุรกิจรายใหญ่และการกู้ของภาครัฐ แต่ไม่ได้สะท้อนการฟื้นตัวทั่วทั้งระบบ เอสเอ็มอีและรายย่อยยังเป็นกลุ่มที่สินเชื่อหดตัวหรือเข้าถึงยาก โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านและรถยนต์ ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังต้องรับมือยอดขายลดลง สภาพคล่องตึงตัว และต้นทุนสูง จนการปรับโครงสร้างหนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการประคองธุรกิจ
ด้านนโยบายการเงิน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% จนถึงสิ้นปี เพื่อรอดูผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทิศทางเงินเฟ้อ และความเสี่ยงจากต่างประเทศ แต่การคงดอกเบี้ยไม่ได้แปลว่าต้นทุนทางการเงินของธุรกิจจะลดลง เพราะตลาดหุ้นกู้ยังเผชิญบอนด์ยีลด์และ credit spread ในระดับสูง โดยเฉพาะบริษัทเรตติ้งต่ำหรือไม่มีเรตติ้งที่ต้อง rollover หุ้นกู้ในครึ่งปีหลัง
ค่าเงินบาทปลายปีมีแนวโน้มอ่อน หลังปัจจัยพื้นฐานยังเปราะบาง
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ในระยะสั้น ข่าวการเจรจายุติสงครามหรือข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจช่วยหนุนค่าเงินบาทได้เป็นบางช่วง โดยเฉพาะหากตลาดคลายความกังวลต่อราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม แรงหนุนดังกล่าวมีลักษณะเป็นปัจจัยระยะสั้นเท่านั้น และเมื่อข่าวเหล่านี้ถูกตลาดรับรู้ไปแล้ว ค่าเงินบาทมีแนวโน้มกลับมาเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ซึ่งยังไม่ได้ส่งสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังยังเป็นการฟื้นตัวแบบเปราะบางและไม่ทั่วถึง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า พื้นฐานของเงินบาทยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการเติบโตของจีดีพีที่ยังเปราะบาง ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลในบางช่วง และดอกเบี้ยนโยบายที่มีแนวโน้มทรงตัว ขณะที่แรงส่งจากภาคส่งออกและการท่องเที่ยวยังไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงหนุนต่อเงินบาทอย่างชัดเจน
ในภาคเศรษฐกิจจริง การส่งออกไทยยังพึ่งพาสินค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเอไอ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สื่อสาร ขณะที่สินค้ากลุ่มอื่นเริ่มชะลอลง ภาคอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และธุรกิจจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ การแข่งขันกับสินค้านำเข้า และความไม่แน่นอนจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ
ในภาคบริการ การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ช่วงปลายปีจะมีงานระดับโลกหลายรายการช่วยกระตุ้นบรรยากาศ แต่แผนเที่ยวบินและจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดหลักยังเป็นข้อจำกัด ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีมีแนวโน้มต่ำกว่าปีก่อนที่เพียง 30 ล้านคน
นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ และ dot plot ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐ หากดอลลาร์กลับมาแข็งค่าจากสัญญาณนโยบายการเงินของเฟด ก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาทได้อีกทางหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงยังคงเป้าหมายค่าเงินบาทปลายปีไว้ที่ประมาณ 32.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยประเมินว่า แม้เงินบาทอาจได้รับแรงสนับสนุนเป็นระยะจากข่าวการเจรจาสันติภาพ แต่ในช่วงปลายปี ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง เมื่อปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยกลับมาเป็นตัวกำหนดทิศทางหลัก
ดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัว แต่ต้นทุนระดมทุนยังสูง
สำหรับดอกเบี้ยนโยบาย นางสาวธัญญลักษณ์ ระบุว่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจครึ่งปีหลังมีโอกาสดีขึ้น แต่ภาคธุรกิจยังอาจเผชิญผลกระทบแบบจากต้นทุนหลายด้าน รวมถึงต้นทุนทางการเงินด้วย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องที่ 1% ไปจนถึงสิ้นปี
เหตุผลสำคัญคือ แม้เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น แต่ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องรอดูผล และยังต้องติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงผลกระทบต่อเงินเฟ้อ หากสถานการณ์เงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไป การดำเนินนโยบายเพิ่มเติมยังสามารถเกิดขึ้นได้ภายหลัง แต่ในระยะนี้แนวโน้มหลักคือการรอดูสถานการณ์มากกว่าการปรับขึ้นหรือลดดอกเบี้ยทันที
อย่างไรก็ดี การที่ดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวไม่ได้หมายความว่าต้นทุนทางการเงินของธุรกิจจะลดลง โดยเฉพาะธุรกิจที่ระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางถึงค่อนข้างยาวยังมีทิศทางปรับขึ้น จากระดับประมาณ 2% ไปจนถึงราว 3.3% ในบางช่วง ซึ่งสะท้อนว่าต้นทุนอ้างอิงของตลาดตราสารหนี้ยังอยู่ในระดับสูง
ปัจจัยหนึ่งที่กดดันบอนด์ยีลด์ไทยคือความเชื่อมโยงกับดอกเบี้ยต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศยังเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อ และบางประเทศปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว เช่น ญี่ปุ่นที่เพิ่งขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยโลกในภาพรวมไม่ได้ลดลงเร็วอย่างที่เคยคาดไว้
เมื่อพิจารณาตลาดหุ้นกู้ ต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธบัตรรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบวก credit spread ตามระดับความเสี่ยงของผู้ออกตราสารด้วย บริษัทที่มีเรตติ้งดีสามารถระดมทุนได้ด้วยต้นทุนต่ำกว่า เพราะนักลงทุนในภาวะเสี่ยงยังมีพฤติกรรม flight to quality หรือเลือกลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพสูง แต่บริษัทที่มีเรตติ้งต่ำลงมา ยังเผชิญต้นทุนสูงและมีแนวโน้มทรงตัวสูงหรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย








