ติดตามความคืบหน้า จาการที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ยื่นฟ้องคดีต่อ ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยขอให้ศาลฯ เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ,ขับไล่ ,ละเมิด ,เรียกค่าเสียหาย ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินของการรถไฟฯ บริเวณแยกเขากระโดง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์
ต่อมาศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ทำหนังสือ 4 ฉบับ ไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ โดบขอให้ดำเนินการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทในคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาและบังคับคดีของศาลฯ จำนวน 24 คดี ประกอบด้วย
กลุ่มที่ 1 คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ926/2568 ,พ927/2568 ,พ939/2568 ถึง พ941/2568 ,พ967/2568 ,พ968/2568 ,พ970/2568 ,พ989/2568 ,พ991/2568 ถึง พ995/2568 ,พ1084/2568 ถึง พ 1088/2568 และม149/2568 ของศาลฯ รวม 20 คดี ระหว่าง รฟท. (โจทก์) และนางกรุณา ชิดชอบ กับพวก รวม 21 คน (จำเลย)
กลุ่มที่ 2 คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ969/2568 ,พ971/2568 ,พ988/2568 และพ990/2568 ของศาลบุรีรัมย์ รวม 4 คดี ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (โจทก์) และบริษัท ธนพาณิชย์ไทย จำกัด ที่ 1 กับพวก รวม 3 คน
ก่อนหน้านี้ อ้างอิงจาก สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำเสนอรายละเอียดคำฟ้องคดีของ รฟท. ในคดีขอให้เพิกถอนเอกสิทธิ์ ,ขับไล่ ,ละเมิด ,เรียกค่าเสียหาย กรณีนางกรุณา ชิดชอบ ซึ่งครอบครองโฉนดที่ดินเลขที่ 8564 และ บริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จํากัด ซึ่งครอบครองโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินรถไฟฯบริเวณแยกเขากระโดงไปแล้ว
ในตอนนี้ สำนักข่าวอิศรา ขอนำเสนอรายละเอียดคำฟ้องคดีของ รฟท. ในคดีหมายเลขดำที่ พ 940/2568 ระหว่าง รฟท. (โจทก์) และนายเนวิน ชิดชอบ (จำเลย) โดย รฟท. ขอให้ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่ทับซ้อนกับที่ดินของการรถไฟฯบริเวณแยกเขากระโดง 4 แปลง และให้นายเนวิน ชดใช้ค่าเสียหายฯ 5.1 ล้านบาท
ข้อ 1 โจทก์ (รฟท.) เป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการรถไฟและการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่กิจการรถไฟ รวมทั้งการให้เช่าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันมี นายวิริศ อัมระปาล เป็นผู้ว่าการถไฟแห่งประเทศไทย มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ (รฟท.)
ข้อ 2 เดิมเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2462 สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราช ได้ไปรดเกล้าตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดอาณาเขตที่ดินและเส้นทางสำหรับสร้างทางรถไฟหลวงต่อจากจังหวัดนครราชสีมาถึงจังหวัดอุบลราชธานี โดยให้กรมรถไฟหลวงมีอำนาจในการกำหนดเขตตามที่ประมาณไว้ในแผนที่อย่างกว้าง เพื่อสำรวจวางขอบเขตที่ดินสร้างทางรถไฟสำหรับสร้างทางรถไฟสายนครราชสีมา-อุบลราชธานี แต่การสำรวจแล้วเสร็จถึงเพียงจังหวัดสุรินทร์ จึงมีพระบรมราชานุญาราชโองการตราพระราชกฤษฎีกาให้ขยายระยะเวลาในการกำหนดเขตและสำรวจเพิ่มเติมออกไปอีก 2 ปี จากจังหวัดสรินทร์จนถึงจังหวัดอุบตราชธานี และสำรวจที่ดินจนเสร็จสิ้นบริบูรณ์ พร้อมจัดทำแผนที่เป็นส่วนหนึ่งของพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตร์ฯ
และเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2465 ภายหลังจากสำรวจและจัดทำแผนที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ได้มีพระบรมราชโองการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินแลอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น เพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมรถไฟแผ่นดินจัดสร้าง พร้อมแนบบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเงินค่าทำขวัญ รวมถึงที่ดินตอนแยกไปยังที่ย่อยศิลา ตำบลเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ทางรถไฟหลัก แยกกิโลเมตรที่ 375+650 ซึ่งมีระยะทาง 8 กิโลเมตร
และภายหลังกรมรถไฟแผ่นดินได้โอนกิจการ ทั้งทรัพย์สิน และที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ (รฟท.) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยออกเป็นพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ตามนัยมาตรา 6 (1) รายละเอียดปรากฏตามสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตร์สร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2462
สำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตร์สร้างทางรถไฟแผ่นดินต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ประกาศ ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2464 ,สำเนาพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินแลอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟสายตวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมรถไฟแผ่นดินจัดสร้าง ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2465 พร้อมบัญชีรายชื่อเจ้าของที่ดิน ซึ่งอยู่ในเขตร์ที่กรมรถไฟแผ่นดินต้องการจัดซื้อ สำหรับสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนที่ 3 จังหวัดสุรินทร์ ถึงที่ว่าการอำเภอวาริน จังหวัดอุบล กิโลเมตร์ 420+200 ถึง กิโลเมตร์ 575+700 , สำเนาแผนที่แสดงเขตร์ที่ดินของกรมรถไฟ ตอนแยกไปยังที่ย่อยศิลา ตำบลเขากระโดง จังหวัดบุรีรำ กิโลเม็ตร์ 375+650
ข้อ 3 ก่อนฟ้องคดีนี้ เมื่อปี 2541 และปี 2554 คณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งคำพิพากษาของศาลฎีกาของสำนักงานศาลยุติธรรมตามลำดับ เคยมีคำวินิจฉันยืนยันกรรมสิทธิ์ที่ดินทางแยกเขากระโดง จำนวนพื้น 5,083 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ (รฟท.) โดยกรมที่ดินออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนที่ดินทางแยกเขากระโดงของโจทก์ ให้แก่ประชาชน รวมทั้งจำเลย (นายเนวิน ชิดชอบ) โดยมิชอบ และภายหลัง เมื่อปี 2554 โจทก์ (รฟท.) ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีกับบุคคลผู้ครอบครองที่ดิน ซึ่งขอออกเอกสารสิทธิ์ทับในที่ดินของโจทก์ จนคดีถึงที่สุดในชั้นฎีกาเมื่อปี 2560 ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ขับไล่และเพิกถอนการขอเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ
ตามพฤติการณ์ดังกล่าว สื่อมวลชนได้ตรวจสอบนำเสนอข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และโซเชียลมีเดีย อันเป็นการเผยแพร่ข่าวสารให้ประชาชน รวมทั้งจำเลยทราบว่า หากบุคคลใดถือเอกสารสิทธิ์บริเวณเขากระโดงในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ 5,083 ไร่ ถือเป็นการอยู่โดยละเมิด และต้องทำการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ซึ่งกรมที่ดินออกโดยมิชอบ รวมทั้งต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ ประกอบกับกับโจทก์ (รฟท.) ได้ให้ข่าวและยืนยันกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว โดยให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ และหรือมาขอเช่าที่ดินรายแปลง เป็นเหตุให้จำเลยทราบข้อเท็จจริงตามข่าวแล้ว รายละเอียดโจทก์ขอนำเสนอในชั้นพิจารณาต่อศาล
ข้อ 4 เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2515 , วันที่ 9 กันยายน 2519 ,วันที่ 4 มีนาคม 2529 และวันที่ 15 มิถุนายน 2554กรมที่ดิน โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกโฉนคที่ดินเลขที่ 3477 เลขที่ 9160 , เลขที่ 24091 และเลขที่ 115572ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทในคดีนี้ ทั้ง 4 แปลง ตามลำดับ ให้แก่
4.1 นายชัย ชิดชอบ จำนวนเนื้อที่ 37 ไร่ 1 งาน 22.4 ตารางวา
4.2 นายเจริญสุข เหลืองขวัญ จำนวนเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 96 ตารางวา
4.3 นายอนุวรรตน์ วัฒน์พงศ์ศิริ จำนวนเนื้อที่ 28 ไร่ 1 งาน 8.2 ตารางวา
4.4 นายกิตติเทพ เจียรพันธุ์ จำนวนเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา
โดยที่ดินทั้ง 4 แปลงข้างต้น กรมที่ดินออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนกับกรรมสิทธิที่ดินของโจทก์ บริเวณทางแยกเขากระโดง ระหว่างกิโลเมตรทางรถไฟที่ 5-6 ซึ่งโจทก์มีแนวอาณาเขตกรรมสิทธิ์สองข้างทางรถไฟด้านละ 1 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่กิโลเมตรที่ 4 ถึงกิโลเมตรที่ 8 ตลอดแนวเขตที่ดินสองทั้งทางรถไฟทางแยกดังกล่าว และต่อมาที่ดินทั้ง 4 แปลง ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย (นายเนวิน ชิดชอบ) จำเลยจึงเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์และถือกรรมสิทธิ์ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทในปัจจุบัน
รายละเอียดปรากฎตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 3477 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ , สำโฉนดที่ดินเลขที่ 9160 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ,สำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 24091 ตำบลอิสาน อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ , สำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 115572 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์
สำเนาภาพทางอากาศ ซึ่งระบายสีแดง เป็นแนวโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ทับซ้อนที่ดินของโจทก์บริเวณเขากระโดง เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 ,7 ,8 ,9 ,10
โจทก์ (รฟท.) ได้ทำการตรวจสอบพบว่า จำเลย (นายเนวิน ชิดชอบ) ยังคงครอบครองที่ดินพิพาทและไม่ดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ และหรือไม่ยอมติดต่อขอเช่าที่ดินกับโจทก์แต่อย่างใด จึงเป็นการแสดงเจตนาอันเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายมาโดยตลอด อันเป็นการละเมิดและอยู่ในที่ดินของรัฐโดยมิชอบ
ซึ่งที่ดินพิพาท หากโจทก์นำออกให้บุคคลภายนอกเช่า สามารถคิดค่าเช่าได้ไม่ต่ำกว่าตารางเมตรละ 40 บาทต่อปี และสามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้ตลอดอายุสัญญาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ทุกๆปี โจทก์จึงขอนำอัตราค่าเช่าดังกล่าวมาอนุโลมคิดเป็นค่าเสียหายจากการใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทรวมเป็นจำนวนพื้นที่ทั้งสิ้น 80 ไร่ 3 งาน 47.6 ตารางวา หรือ 129,390.40 ตารางเมตร
คำนวณเป็นเงินค่าใช้ประโยชน์ปีละ 5,175,616 บาท หรือเดือนละ 431,302 บาท เป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์การเช่าของโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือการรถไฟแห่งประเทศไทย เรื่อง ขออนุมัติปรับปรุงอัตรามาตรฐานเชิงพาณิชย์และชั้นสถานีเพื่อการบริหารทรัพย์สิน ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2565 เอกสารท้ายคำฟ้อง หมายเลข 11
ข้อ 5 การกระทำของจำเลย (นายเนวิน ชิดชอบ) เป็นการกระทำละเมิด โดยอ้างเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนที่ดินโจทก์อันเป็นที่ดินของรัฐ และไม่ทำการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ซึ่งทับซ้อนที่ดินของโจทก์ ตลอดจนเข้าสืบสิทธิ์ครอบครองทำประ โยชน์จนปัจจุบัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินได้แต่อย่างใด จำเลยจึงจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนี้
1) ให้จำเลยไปดำเนินการเพิกถอนโฉนคที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงและหากจำเลยไม่ดำเนินการขอเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวต่อสำนักงานที่คืนจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์ขอถือเอาคำพิพากษามาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยแทน ได้แก่
โฉนดที่ดินเลขที่ 3477 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวนเนื้อที่ 37 ไร่ 1 งาน 22.4 ตารางวา
โฉนดที่ดินเลขที่ 9160 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 96 ตารางวา
โฉนดที่ดินเลขที่ 24091 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบริรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวนเนื้อที่ 28 ไร่ 1 งาน 8.2 ตารางวา
โฉนดที่ดินเลขที่ 115572 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวนเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา
2) ให้จำเลยทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวาร และส่งมอบที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย
3) ให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินค่าใช้ประโยชน์ย้อนหลัง 1 ปีนับแต่วันฟ้อง เป็นเงิน 5,175,616 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำแลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์
4) ให้จำเลยชำระค่าใช้ประโยชน์ในอัตราเดือนละ 431,302 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินทั้ง 4 แปลงคืนให้แก่โจทก็ในสภาพเรียบร้อย
โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับจำเลยได้ จึงได้ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งบังคับจำเลยต่อไป
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด








