เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงเทพประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวได้เพียง 1.5-2% ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ส่งผลให้เกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ กระทบต่อราคาน้ำมันโลกจนพุ่งขึ้น 40-50% รวมถึงปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรม
นายกอบศักดิ์ระบุว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่มีความท้าทายอย่างหนัก และโจทย์สำคัญที่สุดของประเทศไทยไม่ใช่การผลักดันให้จีดีพีเติบโต 3-4% แต่คือการทำอย่างไรให้ภาคธุรกิจและประชาชน “อยู่รอด” ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก
“แบงก์กรุงเทพมองเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้ 1.5-2% และตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะเปลี่ยนประมาณการ เพราะไม่มีใครรู้ว่าการเจรจาของทรัมป์จะสำเร็จหรือไม่ ปีนี้ไม่ใช่เรื่องของการเติบโต แต่เป็นเรื่องของการเอาตัวรอด สิ่งสำคัญคือการเตรียมสภาพคล่อง เตรียมสายป่าน และลดแรงกระแทกให้ได้ คนที่รอดคือคนที่ชนะ” นายกอบศักดิ์กล่าว
ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1% นายกอบศักดิ์มองว่า ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสม หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยล่วงหน้าเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต ยังขึ้นอยู่กับผลการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าข้อดีของประเทศไทย คือ ภาวะเงินเฟ้อที่ก่อนหน้านี้ติดลบ และปัจจุบันเริ่มทยอยขยับขึ้นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้ โดยเชื่อว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อจะค่อย ๆ ปรับลดลง ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังสามารถคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ได้ต่อไป
นายกอบศักดิ์ยังเสนอว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรเคลื่อนไหวในกรอบ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อช่วยสนับสนุนภาคส่งออก ภาคเกษตร และภาคการท่องเที่ยวของไทย ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยบริเวณ 1,500 จุด ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน
พร้อมกันนี้ เขายืนยันว่าธนาคารกรุงเทพและธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีการตั้งสำรองในระดับสูง และพร้อมช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดในเวลานี้ คือแรงกระแทกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจนำมาตรการภาษีตามมาตรา 301 รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าอื่น ๆ กลับมาใช้ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่งออกไทย
นายกอบศักดิ์จึงเสนอว่า ประเทศไทยควรเร่งลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเกือบ 23% ให้เหลือเพียงประมาณ 10% เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังเตือนว่า แม้สงครามในอิหร่านจะยุติลง แต่โลกยังมีจุดเสี่ยงใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อีก ไม่ว่าจะเป็นคิวบา กรีนแลนด์ หรือไต้หวัน ซึ่งล้วนมีโอกาสสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย
“ปีนี้เป็นปีที่น่ากังวลมาก ทุกคนต้องรักษาสภาพคล่องและยืดสายป่านให้ได้มากที่สุด เพื่อพยุงธุรกิจให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้” นายกอบศักดิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสจากกระแสการย้ายฐานการลงทุนของโลก เนื่องจากหลายภูมิภาคยังเผชิญปัญหาความขัดแย้ง ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรป และจีน โดยหากไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ได้เพิ่มขึ้น ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในอนาคต
นายกอบศักดิ์ยกตัวอย่างกรณี TikTok ที่เข้ามาลงทุนในไทยมูลค่าสูงถึง 8 แสนล้านบาท ซึ่งอาจเป็นแรงส่งสำคัญให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้ถึงระดับ 3.5-4% ในอนาคต
นอกจากนี้ เขายังเสนอให้รัฐบาลใช้เงินจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของ 2 แสนล้านบาทหลัง เพื่อนำมาปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างจริงจัง แทนการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลไปอุดหนุนราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว
#กอบศักดิ์ #เศรษฐกิจไทย #แบงก์กรุงเทพ #ดอกเบี้ย #เงินบาท #หุ้นไทย #ส่งออกไทย #เศรษฐกิจโลก #สงครามตะวันออกกลาง #ทรัมป์ #ธุรกิจไทย #การลงทุน #ข่าวเศรษฐกิจ #SEOข่าว #ข่าววันนี้








