กระทรวงแรงงาน ออกประกาศขอความร่วมมือนายจ้างและสถานประกอบกิจการทั่วประเทศ ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีลูกจ้างที่เป็นกำลังพลสำรองและทหารกองหนุนได้รับคำสั่งเรียกพลเข้ารับราชการทหาร ประจำปี 2569 ย้ำต้องให้สิทธิลาหยุดและจ่ายค่าจ้างตามที่กฎหมายกำหนด
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหม โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ มีกำหนดการเรียกกำลังพลสำรองและทหารกองหนุนที่มีภูมิลำเนาทหารในเขตพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เข้ารับการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร และปฏิบัติราชการ ประจำปี 2569 โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนสิงหาคม 2569 นี้ เพื่อประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงของชาติ และดูแลสิทธิประโยชน์ของพี่น้องแรงงาน กระทรวงแรงงานจึงออกประกาศขอความร่วมมือให้นายจ้างและสถานประกอบกิจการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (มาตรา 35 และมาตรา 58) อย่างถูกต้อง โดยเมื่อลูกจ้างนำคำสั่งเรียกพล (ตพ. 17) มาแสดง นายจ้างต้องอนุญาตให้ลูกจ้างลาหยุดเพื่อไปรายงานตัวเข้ารับการเรียกพลตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดในหมายเรียก
รมว.จุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ภายหลังครบกำหนดตามคำสั่งเรียกพลแล้ว ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันลาเพื่อรับราชการทหารเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ปีหนึ่งต้องไม่เกิน 60 วัน โดยลูกจ้างจะนำเอกสารขอความร่วมมือในการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้าง (ตพ.22) มาแสดงต่อนายจ้างเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ และให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิม อย่างไรก็ตาม การเรียกพลในกรณีนี้ “ไม่รวมถึง” การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ หรือการเกณฑ์ทหารประจำปีแต่อย่างใด
“กระทรวงแรงงาน จึงขอเน้นย้ำให้นายจ้างและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมมือกันปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อสนับสนุนภารกิจความมั่นคงของชาติ และรักษาสิทธิอันชอบธรรมของลูกจ้างไปพร้อมกัน” รมว.จุลพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย








