วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า กรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงในหลายประเด็น โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อมูลว่า พนักงานขับรถไฟรายดังกล่าว ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถไฟ ซึ่งขอชี้แจงว่า ใบอนุญาตขับขี่รถไฟ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน และอยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับ ได้แก่ ใบอนุญาตขับขี่รถไฟของกรมการขนส่งทางราง (ขร.) และใบขับขี่รถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยความแตกต่างระหว่างใบอนุญาตของ ขร. กับใบขับขี่ของ รฟท. นั้น เดิม รฟท. เป็นผู้กำกับดูแลระบบเองทั้งหมด แต่เมื่อมี พ.ร.บ.รางฯ ฉบับใหม่ ขร. จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลและตรวจสอบมาตรฐานกลางของระบบรางทั้งประเทศ
ทั้งนี้จากการตรวจสอบ พบว่า พนักงานขับรถไฟรายดังกล่าว มีใบขับขี่รถไฟของ รฟท. ถูกต้อง สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการยืนยันตัวตนเพื่อขอใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางรางฉบับใหม่ของ ขร. ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา และกฎหมายกำหนดระยะเวลาดำเนินการไว้ 120 วัน จึงยังถือว่า อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม แม้กรณีดังกล่าว จะยังอยู่ในกรอบเวลาที่กฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการได้ แต่ไม่ใช่ข้ออ้างในการละเลยมาตรฐาน เพราะพนักงานคนอื่นได้ดำเนินการยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว ขณะที่รายนี้ยังไม่ได้เข้าระบบ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นผลตรวจสารเสพติดของพนักงานขับรถไฟนั้น จากรายงานทางการแพทย์ถึงผลการตรวจสอบเบื้องต้น (Screening Test) ปรากฏว่า เป็นผลบวกและมีสารเสพติดหลายชนิด แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า เกิดจากการสารเสพติดชนิดใด เนื่องจากเป็นหน้าที่ของตำรวจและแพทย์ที่จะสอบสวนและยืนยันผลอย่างเป็นทางการต่อไป โดยกระทรวงคมนาคมไม่ได้เข้าไปสอบปากคำผู้ขับโดยตรง
อย่างไรก็ตามได้มอบหมายให้ รฟท. เข้มงวดมาตรการตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถไฟ จากปกติจะตรวจแอลกอฮอล์ทุกวันก่อนปฏิบัติงาน ส่วนสารเสพติดจะเป็นการสุ่มตรวจเป็นรอบ แต่หลังเกิดเหตุครั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้สั่งปูพรมตรวจทุกหน่วยงานที่มีพนักงานขับรถโดยสาร ทั้ง รฟท. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) โดยทันที
ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัดทางรถไฟต้องทำหลายหน้าที่พร้อมกันนั้น ในความเป็นจริงมีขั้นตอนปฏิบัติชัดเจน ไม่ได้ทำทุกอย่างพร้อมกัน โดยลำดับแรกต้องประเมินสถานการณ์ และแจ้งเตือนผ่านวิทยุก่อน จากนั้นจึงสั่งปิดไม้กั้น และเมื่อระบบพร้อมจึงให้สัญญาณเดินรถตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าว ยังต้องรอผลสอบสวนอย่างละเอียด เนื่องจากข้อมูลจากผู้ควบคุมรางและพนักงานขับรถไฟยังให้การไม่ตรงกัน ซึ่งเบื้องต้นทราบว่า มีการแจ้งเตือนเรื่องรถเมล์ขวางทางรถไฟตั้งแต่ช่วงแยก RCA แล้ว แต่รายละเอียดเรื่องความถี่วิทยุ การตอบรับสัญญาณ และขั้นตอนปฏิบัติยังต้องรอผลสอบอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะสรุปข้อเท็จจริงและรายงานไปยังกระทรวงคมนาคมได้ในวันที่ 20 พ.ค. นี้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ได้มีคำสั่งดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้องแล้วหลายราย โดยเฉพาะพนักงานขับรถไฟและผู้ควบคุมไม้กั้น ซึ่งถูกสั่งให้ออกจากหน้าที่ไว้ก่อน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนทันทีโดยไม่ต้องรอผลสรุปข้อเท็จจริง
นายสิริพงศ์ กล่าวถึงแนวทางพัฒนาระบบรางในอนาคตว่า หลายโครงการยังจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ แม้ต้องใช้เวลาระยะยาวในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่สิ่งที่ทำได้ทันทีคือการจัดการปัจจัยด้าน Human Error ลดความผิดพลาดจากบุคคล รวมถึงนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมความปลอดภัย ก่อนจะขยายไปสู่การลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่ในระยะยาว
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วนนั้น ได้สั่งการให้รถไฟขนส่งสินค้างดวิ่งในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เนื่องจากปัจจุบันการจราจรในวันเสาร์-อาทิตน์มีปริมาณหนาแน่นกว่าในอดีต และรถสินค้ามีน้ำหนักมาก ใช้ระยะเบรกมากกว่ารถโดยสาร จึงต้องเปลี่ยนไปวิ่งช่วงกลางคืนแทน นอกจากนี้ จะเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในจุดตัดทางรถไฟ โดยให้เจ้าหน้าที่ควบคุมรางประสานงานกับตำรวจ รวมถึงให้ ขสมก. ส่งผู้ตรวจการไปประจำตามจุดเสี่ยง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและกำกับดูแลการจราจรอย่างใกล้ชิด ขณะที่การปรับปรุงพื้นที่บริเวณจุดตัดทางรถไฟ จะต้องหารือร่วมกับ กทม. และหน่วยงานด้านจราจรต่อไป








