ประธานหอการค้าฯรับ ถ้าเข้า OECD ไม่ได้เหนื่อยแน่ ลั่น ต้องเอาจริงเอาจังปราบคอร์รัปชั่น บอก ไปไม่ไหวถ้าบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ อันตรายมาก
เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 15 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะคณะทำงาน Zero corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมหารือกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ว่า ทางคณะทำงาน Zero corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ได้ทำหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรี ขอเข้าพบเพื่อที่จะปรึกษาหารือว่า จะทำอย่างไรต่อไป โดยนายกฯได้มอบให้นายปกรณ์เป็นตัวแทนในการร่วมประชุมกับคณะทำงานฯ ว่าจะมีข้อเสนออะไรที่จะให้รัฐบาลขับเคลื่อน และเราอยากจะทราบท่าทีของรัฐบาลว่า ต้องการจะขับเคลื่อนกันต่อไปอย่างไร โดยวันนี้ตนมาพร้อมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งคณะทำงานฯถือว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก
ผู้สื่อข่าวถามว่า สิ่งที่ต้องการเห็นคือ การเอาจริงเอาจังเรื่องปราบคอร์รัปชั่นของรัฐบาลใช่หรือไม่ นายพจน์ กล่าวว่า มันต้องเอาจริงเอาจังและเป็นรูปธรรมชัดเจน เพราะวันนี้กระแสโลกถือเรื่องนี้มาก และกรอบการเจรจาทั้งหมดกับทวิภาคี หรือพหุภาคีทั่วโลก เนื่องจากเห็นว่า คอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งเราพยายามที่จะเข้าองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ให้ได้ ถ้าเอาเข้าไม่ได้เหนื่อย โดย 1 ในเงื่อนไขของ OECD คือ คอร์รัปชั่น และเราเรตติ้งต่ำมาก ดังนั้น ต้องทำทุกทางเพื่อที่จะดึงเรตติ้งขึ้นมาให้ได้
เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลที่จะทำให้การคอร์รัปชั่นหมดไป นายพจน์ กล่าวว่า มันไม่ใช่เรื่องช่วย แต่มันต้องขับเคลื่อน เราก็ขับเคลื่อนทางภาคเอกชน ส่วนรัฐบาลก็ขับเคลื่อนในส่วนรัฐบาล แต่ที่ทราบมารัฐบาลเอาแน่นอน ทาง ส.อ.ท.ก็มีความเห็นตรงกันกับเราว่า ตอนนี้มีปัญหามากเกี่ยวกับคอร์รัปชั่น
จากนั้นเวลา 10.00 น. นายปกรณ์ กล่าวช่วงต้นการหารือว่า ยินดีที่ได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
ขณะที่นายพจน์ กล่าวว่า จากที่ได้มีการประชุมร่วมกันไปก่อนหน้านี้เมื่อเดือน พ.ค.68 เอกชนมองว่าคงไปไม่ไหวถ้าบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ เพราะมีแต่คนบ่นกันเยอะเห็นได้จากตามข่าว จึงได้พูดคุยกันว่า จะต้องมาหารือกันเพราะการคอรัปชั่นเป็นเรื่องอันตรายมาก ซึ่งจากการพูดคุยหลายเครือข่ายร่วมกันและสมาคมต่างๆ ทุกคนพยายามช่วยกันรณรงค์ แต่มีการยุบสภาไปก่อนทำให้เมื่อเดือน ม.ค.69 เราจึงเร่งทำเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และทำแบบสำรวจการซื้อเสียง ซึ่งกลายเป็นประเด็นใหญ่ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก็ทำร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และมีผลสำรวจออกมา
นายพจน์ กล่าวอีกว่า เรารายงานตามผลสำรวจ ไม่ได้คิดเอาเอง และพอมีการจัดสัมมนาพรรคการเมืองมาเยี่ยมเยียนขึ้นเวทีเราก็เอาประเด็นดังกล่าวขึ้นไปคุยจนกระทั่งเลือกตั้ง และไม่กล้าไปทำมากกว่านั้น แต่หลังเลือกตั้งเสร็จก็ดำเนินการต่อ และเมื่อวันนี้เลือกตั้งเสร็จ มีการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เราจึงขับเคลื่อนต่อ ซึ่งในระหว่างนั้นมีการทำการบ้านอยู่พอควร โดยเฉพาะสอบเรื่องเกี่ยวกับการติดสินบน








