ตลาดหุ้นนิวยอร์กสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อวันอังคาร (12 พ.ค.) โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวลดลง จากแรงกดดันของตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนชะลอความเสี่ยงและเทขายทำกำไรในตลาดหุ้น
โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,760.56 จุด เพิ่มขึ้น 56.09 จุด หรือ +0.11% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,400.96 จุด ลดลง 11.88 จุด หรือ -0.16% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,088.20 จุด ลดลง 185.92 จุด หรือ -0.71%
ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อสำคัญ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.7% และเพิ่มขึ้นจากระดับ 3.3% ในเดือนมีนาคม ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566
การปรับตัวขึ้นของเงินเฟ้อดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจกระทบต่อการขนส่งน้ำมันโลก และทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์ระบุว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องชะลอการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนยังคงจับตาอย่างใกล้ชิด








