ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
บทความฉบับนี้เกิดจากความประหลาดใจปนอึดอัดใจของผู้เขียนต่อการเมืองไทย โดยเฉพาะ การพยายามต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่เห็นแล้วกลับรู้สึกว่าผิดฝาผิดตัว ผิดวิธีกันอยู่ไม่น้อย วันนี้เลยอยากจะบ่นให้ได้อ่านกัน เผื่อว่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
การปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นการปกครองที่ให้ความสำคัญกับประชาชน คือ ประชาชนเป็นใหญ่ มีอำนาจ มีสิทธิ และมีเสรีภาพ เท่าเทียมกัน แต่อีกหนึ่งสิ่งที่คนส่วนใหญ่หลงลืมกัน คือประชาธิปไตยให้ความสำคัญกับความแตกต่างหลากหลายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องเดียวกันกับความเท่าเทียม ไม่ว่าจะแตกต่างกันอย่างไรแต่ก็เท่าเทียมกัน มีเสรีภาพในการแสดงออกเท่ากัน การแลกเปลี่ยนพูดคุยกันอย่างสันติแม้จะคิดเห็นต่างกัน จึงควรเป็นภาพที่สวยงามของประชาธิปไตย
แต่หลายครั้ง เราได้เห็นการเรียกร้องประชาธิปไตย ที่มากับการ “ล่าแม่มด” กลายเป็นว่า ใครที่คิดไม่เหมือนเรา ชอบคนไม่เหมือนเรา เชื่อไม่เหมือนเรา กลับกลายเป็นถูกตีตราว่า “ผิด” และ ไม่เป็นประชาธิปไตย หลายคนถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดีในสังคม
มองไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เผด็จการชอบทำ…คือการบีบบังคับให้คนทุกคนต้องคิดเหมือนกัน เชื่อเหมือนกัน ทำเหมือนกัน แล้วตีตราคนที่เห็นต่างว่าเป็นคนไม่ดี
ในความเป็นจริงแล้วต้องเข้าใจเสียก่อนว่า คำว่า “ประชาธิปไตย” นั้น เป็นสิ่งที่ยังมีชีวิต ยังไม่ตาย ดังนั้น จึงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การบอกว่าประชาธิปไตยเป็นอย่างไร กว้าง ยาว สูง อย่างไรแบบเป๊ะๆ จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันอยู่เสมอ
ประชาธิปไตย จริงๆ แล้วจึงเปรียบเหมือนนิทานเรื่อง “ตาบอดคลำช้าง”
คนตาบอดคลำโดนหาง ก็บอกว่าช้างมันเป็นเส้น คลำโดนหู ก็บอกว่าช้างเป็นแผ่น คลำโดนตัว ก็บอกว่าช้างมันเป็นก้อน….ประชาธิปไตยก็เช่นกัน ใครเห็นแบบไหน เชื่อแบบไหน ประสบพบเจอกับแบบไหน ก็มีแนวโน้มจะคิดว่ามันหน้าตาเป็นแบบนั้น
ประชาธิปไตย จึงมีความเป็น “รูปธรรม” และ “นามธรรม” อยู่ในตัวเดียวกัน
ในฐานะคนเป็นครูบาอาจารย์ ผมเคยพูดเสมอว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือการพัฒนาประชา
ธิปไตย จำเป็นต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตย เปรียบได้กับศาลาที่มี 3 เสา
เสาแรก คือ เสาของความเข้าใจ กล่าวคือ คนหมู่มากต้องเข้าใจในหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยเสียก่อน อาทิ ความเท่าเทียมทางสิทธิ เสรีภาพ บทบาทหน้าที่และ “ฐานะ” ของการเป็นเจ้าของอำนาจ รวมไปจนถึงการให้ความสำคัญกับความแตกต่างหลากหลาย
เสาที่ 2 คือ เสาของกฎหมาย กล่าวคือ สังคมต้องมีกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นประชาธิปไตย เป็นกติกาที่ชัดเจนระหว่างคนในสังคม ว่าสังคมนี้จะปกครองกันด้วยแนวทางนี้
เสาที่ 3 คือ เสาของทักษะและจิตวิญญาณ กล่าวคือ คนในสังคมจะต้องมีทักษะในฐานะ “นักประชาธิปไตย” คือ รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไร ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไรแบบประชาธิปไตย ซึี่งเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะบางคนเข้าใจตำราอย่างดี (แม้แต่นักวิชาการหลายคนที่บอกว่าเป็นประชาธิปไตย) แต่เวลาทำจริงๆกลับทำไม่ได้ แค่ฟังความเห็นผู้อื่นก็ยังทำไม่ได้ กลายเป็นเรื่องโกรธเกลียดกันก็เยอะแยะในสังคม
สามเสานี้ ขาดเสาใดไปไม่ได้ เพราะจะทำให้ศาลาหลังนี้ล้มลงทันที
ดังนั้น การจะต่อสู้เพื่อประชาธิไตย หรือการพัฒนาประชาธิปไตย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องยึดหลักให้แม่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักของความเท่าเทียม เสรีภาพ และความแตกต่างหลากหลาย
การพยายามต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยการล่าแม่มด การบีบบังคับ การกดดัน ให้คนเชื่อเหมือนๆกัน แม้ว่าจะพยายามให้คนเชื่อในประชาธิปไตย ก็ไม่อาจเรียกว่าประชาธิปไตยได้ เพราะดันใช้ “วิธีการ” แบบที่เผด็จการนิยมทำ
ต้องย้อนถามไปยังคนในสังคม โดยเฉพาะคนที่รักในประชาธิปไตยเหมือนๆกัน ว่าวันนี้ โจทย์ของเราคืออะไร? และเป้าหมายปลายทางของเราคืออะไร?
เราอยากได้สังคมที่ได้แค่ขึ้นชื่อว่าเป็นประชาธิปไตย หรือ อยากได้สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง?
คำถามนี้สำคัญมาก เพราะวิธีการในการบรรลุสองเป้าหมายนี้…แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ส่วนตัวผม ผมอยากเห็นสังคมที่คนในสังคมมีความเป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริง อยู่ร่วมกัน และปฏิบัติต่อกันอย่างนักประชาธิปไตย จึงอยากบอกว่า การล่าแม่มด การพยายามตีตราผู้อื่นที่เห็นต่าง ทำนองว่าข้าถูก ข้ารู้ เพียงผู้เดียว เช่นนี้ ควรลดละเลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะพูดในนาม “ประชาธิปไตย”
เอวัง








