ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบอย่างหนักในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ที่ปรับตัวลดลงมากกว่า 500 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและการขนส่งทางทะเลในภูมิภาคสำคัญของโลก
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,941.90 จุด ลดลง 557.37 จุด หรือ -1.13% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,200.75 จุด ลดลง 29.37 จุด หรือ -0.41% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,067.80 จุด ลดลง 46.64 จุด หรือ -0.19%
ปัจจัยหลักที่ฉุดตลาดมาจากรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมีข้อมูลว่าอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รวมถึงเรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของการเดินเรือพาณิชย์
นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บนเรือที่ดำเนินการโดยบริษัทจากเกาหลีใต้ ซึ่งจอดอยู่ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งตอกย้ำความไม่มั่นคงในเส้นทางขนส่งดังกล่าว และส่งผลให้บริษัทเดินเรือทั่วโลกเพิ่มระดับความระมัดระวัง
แม้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะออกมาระบุว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ พร้อมดำเนินการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ภายใต้ปฏิบัติการ “Project Freedom” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงเปราะบาง
ทั้งนี้ ความวิตกด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้บดบังปัจจัยบวกจากผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐที่ออกมาแข็งแกร่ง ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวัง และมีแนวโน้มผันผวนในระยะสั้น








