ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
เดือนพฤษภาคมของแต่ละคนอาจเป็นเดือนที่มีความหมายแตกต่างกัน บางคนอาจจะนึกย้อนไปถึง “พฤษภาทมิฬ” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ร้อนแรงทางการเมืองในอดีต แต่หนึ่งความหมายที่สำคัญสำหรับเดือนนี้ที่อยากจะนำเสนอ คือ การเป็น “เดือนแห่งสุขภาพใจ” หรือ “Mind Month” สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างไร วันนี้จะเล่าให้อ่านกันครับ
เดือนแห่งสุขภาพใจ (Mind Month) ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการจากคณะรัฐมนตรีให้เดือนพฤษภาคมของทุกปีมีฐานะเป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ เพื่อสร้างการตระหนักรู้ให้กับคนไทยในทุกภาคส่วนในการยกระดับสุขภาพจิต และส่งเสริมการดูแลสุขภาพจิตของคนในครอบครัว สังคม และประเทศในภาพรวม
สิ่งที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับเรื่องสุขภาพจิตที่หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ คือปัญหาสุขภาพจิต เป็นปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับจากอดีตเป็นต้นมา ซึ่งสวนทางกับโรคทางกายภาพอื่นๆ ที่เมื่อมีแนวทางในการรักษา ก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ในแต่ละปี แต่สำหรับสุขภาพจิตมันกลับเพิ่มขึ้น เสมือนกับว่าเดินตามมากับการพัฒนาทางวัตถุยังกับเงาตามตัว และแน่นอน มันมีผลกระทบตามมาอีกเป็นลูกโซ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
ยิ่งโลกพัฒนาไปเร็วเท่าไร ปัญหาสุขภาพจิตยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น? หลายคนอาจเคยได้ยินคำนี้
ผู้รู้หลายคนบอกว่า อาจเป็นเพราะโลกที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วแบบมีอัตราเร่ง ทำให้วิถีชีวิตของคนเร่งตามไปด้วย ทุกคนต้องเร่งรีบในการใช้ชีวิต ต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรง การเปรียบเทียบตัวเองกับคนรอบข้าง การพยายามประสบความสำเร็จให้เร็ว และการที่ทรัพยากรต่างๆมีจำกัดมากขึ้น ล้วนเป็นเหตุให้ผู้คนในสังคมยุคใหม่ถูกแวดล้อมไปด้วยความเครียดและแรงกดดัน จนส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตตามมา
ปัญหาสุขภาพจิตที่ว่านี้ มีหลายด้าน หลายแบบ หลายมิติ และหลายระดับความรุนแรง ตั้งแต่ความวิตกกังวล ความเครียด โรคซึมเศร้า และอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์แตกต่างกัน ตั้งแต่ระดับเบาบาง เช่น ผลกระทบต่องาน ครอบครัว ไปจนถึงระดับรุนแรง เช่น การตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง เป็นต้น
นับว่าเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะนี่คือหนึ่งในปัญหาความมั่นคงที่มีขอบเขตกว้างมาก คือ กระทบตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน สังคม ไปจนถึงระดับประเทศ
หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ต้องอาศัยคนทุกคนในสังคม และต้องเริ่มจากการปรับวิธีคิด หรือ Mind set ร่วมกันเสียก่อน อันดับแรก ต้องเข้าใจตรงกันเสียก่อนว่า “สุขภาพจิต” เป็นเรื่องที่เจ็บป่วยกันได้ เป็นเรื่องปกติ ไม่ต่างอะไรกับร่างกายของเรา ที่ใช้งานไปมากๆ ก็มีวันอ่อนแอและเจ็บไข้ได้ป่วยได้เป็นเรื่องธรรมดา
จิตใจของเราก็เช่นกัน ช่วงไหนมีปัญหามาก ก็อาจจะอ่อนแอและเจ็บป่วยได้ แต่นั่นก็หมายความว่า รักษาให้หายได้เช่นกัน ไม่ต่างอะไรกับร่างกายของเรา
การมีปัญหาเจ็บป่วยทางจิตใจ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ได้แปลว่า “เป็นบ้า” เหมือนที่คนหลายๆคนในสังคมคิดกัน หากคนในสังคมมี mind set เดียวกันว่า ปัญหาสุขภาพจิต คือเรื่องปกติ และรักษาให้หายได้ ไม่ใช่เป็นบ้า และไม่ได้น่าอาย เราก็จะพร้อมที่จะสำรวจตัวเองและพร้อมที่จะช่วยเหลือกันในสังคม
อันดับต่อมา ต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน ต้องรู้จักสำรวจตัวเอง ว่าเรามีความเครียดมากหรือไม่ จัดการความเครียดได้หรือไม่ ต้องรู้จักใจดีกับตัวเอง ชมตัวเองบ้าง ยิ้มให้ตัวเองบ้าง อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป “เก่งมากแล้ววันนี้” เป็นหนึ่งคำที่ควรเริ่มใช้ดูแลใจตัวเอง ที่สำคัญหากรู้สึกว่าตัวเองมีอาการไม่ปกติ ต้องกล้าที่จะยอมรับตัวเองเสียก่อน เมื่อยอมรับได้ว่าเราไม่สบาย นั่นจะเป็นประตูที่เปิดเราไปสู่การรักษา
ครอบครัว ก็ควรมีเวลาคุณภาพให้แก่กัน เป็น safe zone ให้กัน รับฟังกัน วันนี้อาจต้องลองสำรวจดูบ้างว่า บ้านเรามัน “ร้อน” หรือ “เย็น” แค่ไหน มัน “เย็น” พอให้สมาชิกในครอบครัวสบายใจที่จะทิ้งตัว หรือระบายความเครียดจากนอกบ้านหรือไม่ ถ้ายัง ก็คงต้องช่วยกันปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง
เช่นเดียวกัน โรงเรียน ที่ทำงาน และสังคม ต้องรู้เท่าทัน เข้าใจกัน และพร้อมสนับสนุนกันและกัน บนพื้นฐานที่ว่า “การเจ็บป่วยทางใจเป็นเรื่องปกติและรักษาได้” ไม่ใช่รังเกียจและผลักไส หากเริ่มรังเกียจและผลักไสคนหนึ่งคน คนที่เหลือก็จะไม่กล้าที่จะขอความช่วยเหลือ และจะกลายเป็นเก็บกดเพิ่มเติมจนไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลาในองค์กร ซึ่งเชื่อเถอะครับว่า ตามแก้ปัญหากันทีหลัง เหนื่อยกว่าช่วยกันประคับประคองระหว่างทางแน่นอน
สุดท้าย ขอให้เดือนแห่งสุขภาพใจเดือนนี้ ช่วยเตือนใจพวกเราทุกคน ให้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสุขภาพจิต ช่วยกันปรับ mind set ปรับวิธีการ และปรับใจเรา ให้ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลใจทั้งตัวเอง คนรอบข้าง และสังคม ใช้ “รอยยิ้ม” เป็นยาใจเม็ดแรกที่ให้กับตนเองและคนรอบข้างครับ หากใครต้องการความช่วยเหลือ อย่าลืมช่องทางของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ครับ
ความสุขไม่ได้มีไว้ตามหา...มันมีไว้ให้สังเกตครับ ลองสังเกตความสุขของเราในแต่ละวัน แล้วยิ้มให้มันกันนะครับ
สุขภาพใจ...เริ่มได้ทันที Happy Mind Month ครับ
#MindMonth #เดือนแห่งสุขภาพใจ #สุขภาพจิต #MentalHealth #สุขภาพใจ #กรมสุขภาพจิต #HappyMindMonth








