ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวพุ่งขึ้นแรงกว่า 6% ในวันพุธ (29 เม.ย.) แตะระดับสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังไร้ความคืบหน้า และมีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับเพิ่มขึ้น 6.95 ดอลลาร์ ปิดที่ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา
ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 6.77 ดอลลาร์ ปิดที่ 118.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม
ทั้งนี้ จากการประเมินพบว่า นับตั้งแต่ความขัดแย้งในภูมิภาคเริ่มทวีความรุนแรงในช่วงต้นปี ตลาดโลกได้สูญเสียอุปทานน้ำมันดิบรวมคิดเป็นมูลค่ากว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ จนถึงช่วงกลางเดือนเมษายน ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกร้องให้บริษัทพลังงานของสหรัฐฯ เร่งหามาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาค รวมถึงกรณีการพิจารณามาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ที่อาจยืดเยื้อเป็นเวลาหลายเดือน
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลต่อตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง ที่อาจยังคงตึงตัวต่อเนื่องในระยะข้างหน้า








