ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงเมื่อวันอังคาร (28 เม.ย.) โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) และเบรนท์ ปรับตัวขึ้นกว่า 3% จากความกังวลด้านอุปทาน หลังสถานการณ์การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังไม่มีความคืบหน้า
แรงหนุนสำคัญมาจากความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของตลาดน้ำมันโลก โดยนักลงทุนกังวลว่าความตึงเครียดที่ยืดเยื้ออาจทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เกิดข้อจำกัด และส่งผลให้อุปทานโลกตึงตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันได้ลดช่วงบวกบางส่วน หลังมีรายงานว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนเพิ่มเติมต่อทิศทางตลาดพลังงานโลก
โดยราคาน้ำมันปิดตลาดดังนี้
น้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 3.56 ดอลลาร์ หรือ 3.69% ปิดที่ 99.93 ดอลลาร์/บาร์เรล
น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 3.03 ดอลลาร์ หรือ 2.8% ปิดที่ 111.26 ดอลลาร์/บาร์เรล
รายงานจากสื่อหลายสำนัก รวมถึง CNN ระบุว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่าอดีตประธานาธิบดี Donald Trump ไม่พอใจกับข้อเสนอล่าสุดของอิหร่าน ซึ่งมีเงื่อนไขให้ทั้งสองฝ่ายยุติความขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลก่อนเข้าสู่การเจรจาประเด็นนิวเคลียร์ในภายหลัง
ความตึงเครียดดังกล่าวทำให้การเจรจาสันติภาพระหว่างสองประเทศยังคงหยุดชะงัก โดยอิหร่านได้สั่งระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและ LNG ประมาณ 20% ของอุปทานทั่วโลก ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานโลกเพิ่มสูงขึ้น








