ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในวันจันทร์ (20 เม.ย.) หลังตลาดกังวลต่อความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งกลับมาตึงเครียดอีกครั้งจากเหตุการณ์ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก
โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 5.76 ดอลลาร์ หรือ 6.87% ปิดที่ 89.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 5.10 ดอลลาร์ หรือ 5.64% ปิดที่ 95.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงหนุนสำคัญมาจากสถานการณ์ตึงเครียดระลอกใหม่ หลังมีกระแสข่าวว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ยิงและยึดเรือบรรทุกสินค้าของอิหร่านในอ่าวโอมาน โดยอ้างว่าเรือดังกล่าวพยายามฝ่าการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ส่งผลให้อิหร่านออกมาแสดงความไม่พอใจและขู่ว่าจะตอบโต้
ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน เปิดเผยกับโมฮัมหมัด อิสฮัก ดาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของปากีสถานว่า การที่สหรัฐฯ “ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง” ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อกระบวนการทางการทูต และทำให้สถานการณ์ยิ่งเปราะบางมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพรอบที่สองระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยแม้อิหร่านจะระบุว่ายังอยู่ระหว่างพิจารณาเข้าร่วมการเจรจาที่ปากีสถาน แต่ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระบุว่า เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังอยู่ในประเทศ และยังไม่ได้เดินทางไปปากีสถาน สะท้อนภาพรวมของความไม่แน่นอนในกระบวนการเจรจา







