ราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในวันจันทร์ (13 เม.ย.) หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมการเดินเรือที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 2.51 ดอลลาร์ หรือ 2.6% ปิดที่ระดับ 99.08 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 4.16 ดอลลาร์ หรือ 4.37% ปิดที่ระดับ 99.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงหนุนหลักมาจากรายงานว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ดำเนินมาตรการปิดกั้นเรือที่เดินทางเข้า-ออกท่าเรือของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ โดยมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 21.00 น. ของวันเดียวกันตามเวลาไทย เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันอีกครั้ง หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสองประเทศในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น เมื่ออิหร่านออกมาขู่ตอบโต้ด้วยการโจมตีท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันในตลาดโลก
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ พร้อมทำลายเรือของอิหร่านทันที หากเข้าใกล้พื้นที่ปิดล้อมในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมอ้างว่ากองทัพเรืออิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยมีเรือถูกทำลายจำนวนมาก
ผู้นำสหรัฐฯ ยังเตือนเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการดังกล่าวจะดำเนินอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยใช้แนวทางเดียวกับปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดทางทะเล พร้อมทั้งวิจารณ์อิหร่านว่าไม่ยุติความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ และใช้การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดันประชาคมโลก
ทั้งนี้ ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป








