วันที่ 11 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ วันนี้มีมติเห็นชอบชุดมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ ภาคขนส่ง และเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับภาวะเงินเฟ้อสูง (Stagflation) พร้อมผลักดันนโยบายปรับตัวสู่พลังงานสะอาด โดยรัฐบาลมุ่งเน้นแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและลดต้นทุนให้ทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันการผลักภาระไปยังผู้บริโภค โดยมาตรการความช่วยเหลือแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้
1.มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับประชาชน โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือค่าครองชีพเร่งด่วนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ได้แก่การ ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.22 ล้านคน โดยขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 300 บาท เป็น 400 เป็นระยะเวลา 1 เดือน (13 เม.ย. – 12 พ.ค. 2569) สำหรับมาตรการหนุนการใช้พลังงานสะอาด กระทรวงการคลังได้สนับสนุน ให้ธนาคารออมสินออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan ) วงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับติดตั้ง Solar Cell หรือซื้อรถ EV วงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาท/ราย ผ่อนนาน 5 ปี ดอกเบี้ยพิเศษ ยื่นคำขอได้ถึง 31 มี.ค. 2570 ในส่วนของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนให้มีการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เช่น "สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข" (ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.20% ต่อปี), "สินเชื่อบ้านเบอร์ 5" (ดอกเบี้ยคงที่ 2.69 % ต่อปี ใน 2 ปีแรก) และสินเชื่อ "Solar Roof" สำหรับลูกค้าสวัสดิการ กู้เพิ่มสูงสุด 300,000 บาท
2.มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคการเกษตร ได้แก่ โครงการ "สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง" โดย ธ.ก.ส.: วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนจัดซื้อปัจจัยการผลิตและอบรมให้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ดินและปุ๋ย โครงการนี้คืดอัตราดอกเบี้ยปกติ 6% ต่อปี แต่หากเกษตรกรปฏิบัติตามเงื่อนไขรัฐบาลจะช่วยชำระดอกเบี้ยแทน 3% ต่อปี สามารถกู้ได้สูงสุด 100,000 บาท/ราย ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน (ระยะเวลาโครงการ 3 ปี)
3.มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ โดยดูแลตั้งแต่สภาพคล่องไปจนถึงการสนับสนุนให้ธุรกิจปรับตัว (Transformation) เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ โดยกรมบัญชีกลางผ่อนปรนเกณฑ์จัดซื้อจัดจ้าง เช่น หากไม่สามารถลงนามสัญญาได้จะไม่ถูกขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงานและได้คืนหลักประกัน, อนุญาตให้เจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม รวมถึงขยายเพดานราคากลางน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ 51.00 - 69.99 บาท/ลิตรเพื่อให้การคำนวณราคากลาง (ค่า K) สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ส่วยกลุ่ม SMEs และผู้ส่งออก จะช่วยเหลือโดยให้ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อ Soft Loan พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อการลงทุนและปรับตัว โดยในส่วนของ SME D Bank จะออกโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ดอกเบี้ย 3 %ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาท/ราย เพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและ EV ขณะที่ E XIM Bank ออกมาตรการ EXIM Support Plus ดอกเบี้ย 4.00% ต่อปี สำหรับผู้ส่งออกรายย่อยที่แบกรับต้นทุนขนส่งสูงขึ้น พร้อมมอบเบี้ยประกันส่งออกอัตราพิเศษ
4.มาตรการอุดหนุนภาคขนส่ง โดยครม. อนุมัติงบประมาณรวม 2,061 ล้านบาท เพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นเวลา 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569) และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางช่วงเทศกาล โดยแบ่งการจัดสรรดังนี้ กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง (รถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป และรถบรรทุกขนาดเล็กน้อยกว่า 10 ล้อ) จำนวน 1,354 ล้านบาท ,กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทางจำนวน 311 ล้านบาท ,กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 97 ล้านบาท ,กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 2 และ 3 (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส) จำนวน 81 ล้านบาท ,กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 4 จำนวน 9 ล้านบาท และกลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 8 ล้านบาท และบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) สนับสนุนเงินเพื่อลดภาระค่าโดยสารให้ประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ (6 - 19 เมษายน 2569) จำนวน 200 ล้านบาท
นอกจากมาตรการเยียวยาแล้ว ครม. ยังได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณพิจารณาลดการใช้งบของหน่วยงานรัฐ โดยให้งดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และปรับเปลี่ยนเป็นการจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน พร้อมทั้งให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (Work From Home) ในส่วนที่ไม่กระทบต่องานบริการประชาชน เพื่อประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่าย
นายเอกนิติ กล่างว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งมั่นดำเนินมาตรการข้างต้นเพื่อเร่งบรรเทาผลกระทบให้แก่เกษตรกรรายย่อย ประชาชน และผู้ประกอบการให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจผ่านการสร้างนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโต และวางรากฐานให้ภาคธุรกิจฟื้นตัวและขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างยั่งยืน







