วันที่ 10 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า เตรียมเสนอ ครม.นัดพิเศษพรุ่งนี้ (11 เม.ย.) อาทิ พิจารณาการดูแลกลุ่มเปราะบางผ่านการเติมเงินในบัตรสวัสดิการฯ 100 บาท เป็นเวลา 1 เดือน การดูแลกลุ่มประมง ต้องมีต้นทุนน้ำมันเขียวออกหาปลาในทะเล การดูแล การออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ผ่าน ธ.ก.ส. เพื่อช่วยเกษตรกรซื้อปุ๋ย, และมาตรการส่งเสริมโซลาร์เซลล์และการจัดซื้อรถไฟฟ้า (EV) ผ่านมาตรการ ”รถเก่าแลกรถใหม่“ คิดดอกเบี้ยต่ำ วงเงินสินเชื่อ 3 หมื่นล้านบาท กำหนดเงื่อนไขต้องเป็นรถผลิตในประเทศ ทั้งรถไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด เตรียมออกข้อสรุปในเร็วๆนี้ เพื่อส่งเสริมการใช้รถปล่อยคาร์บอนต่ำ และใช้พลังงานทดแทน
ขณะที่กระทรวงคมนาคมดูแลกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งและกลุ่มประมง กระทรวงพาณิชย์ ดูแลควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย" สำนักงบประมาณ ดูแลภาคการก่อสร้างภาครัฐ เพื่อเสนอให้ปรับ ค่า K (ดัชนีราคาค่าก่อสร้าง) เพื่อช่วยเหลือผู้รับเหมาที่ได้รับผลกระทบจากราคาเหล็กและวัสดุก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้น จากราคาน้ำมันแพง การอุดหนุนราคาน้ำมัน ปัจจุบันรัฐช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่ประมาณเกือบ 20 บาทต่อลิตรต่อวัน เพื่อพยุงราคาไม่ให้กระโดดสูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
จากวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญส่งผลกระทบเป็นขั้นบันได
ขั้นที่ 1 เริ่มจากวิกฤตพลังงาน
ขั้นที่ 2 ส่งผลต่อวิกฤตราคาสินค้า เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
ขั้นที่ 3 สภาวะของแพงและวิกฤตเงินเฟ้อ
ขั้นที่ 4 เมื่อของแพงขึ้น ความต้องการซื้อ (Demand) เริ่มหดตัว
ผลลัพธ์สุดท้าย นำไปสู่สภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) รัฐบาลจึงต้องหาแนวทางการช่วยเหลือและนโยบายเยียวยา "หยุดเลือดไหล" เพื่อไม่ให้ผลกระทบลามไปสู่ภาคส่วนอื่น จึงเน้นการช่วยเหลือแบบระบุกลุ่มเป้าหมาย
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการบริหารจัดการงบประมาณและกฎหมาย ได้ขยายเวลาให้ส่วนราชการเร่งเบิกจ่ายการใช้งบประมาณหากเบิกจ่ายไม่ทันขีดเส้นตาย เดือนเมษายน คลังเตรียมออก พ.ร.บ. โอนเงินงบประมาณคงเหลือ วงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท จำเป็นต้องใช้บริหารจัดการภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวน โดยเน้นความโปร่งใสผ่านกระบวนการรัฐสภา
สำหรับการออก พ.ร.ก. การค้ำประกันเงินกู้ ในกรณีที่สถานการณ์รุนแรงจนสถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยกู้ รัฐอาจต้องพิจารณาเข้ามากำกับดูแลหรือค้ำประกันตามความเหมาะสม สำหรับโครงการไทยช่วยไทย หรือคนละครึ่งพลัส เดิม กำลังเตรียมพิจารณาปรับปรุงโดยการนำระบบ AI เข้ามาช่วยยกระดับร้านค้า โดยเป็นมาตรการช่วยเหลือในรอบถัดไป
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) เมื่อแก้ไขปัญหาด้านต่างๆจากวิกฤติพลังงานแล้ว ต้องการยกระดับ จีดีพีไทยให้เติบโตเกินศักยภาพ 2.7% เนื่องจากวิกฤตพลังงานโลกยังไม่สิ้นสุด และราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 เหรียญ จะส่งผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจประมาณ 0.2% เมื่อคลังคาดจีพีดีในปี 69 เติบโตร้อยละ 2 เศรษฐกิจจึงลดต่ำลงมากหลังสงกรานต์ จึงเตรียมเดินทางไปร่วมประชุมเวิลด์แบงก์ที่สหรัฐ หลังสงกรานต์ เพื่อชี้แจงข้อมูลเศรษกิจไทย ให้สถาบันจัดอันดับระดับโลกได้เข้าใจ ท่ามกลางวิกฤตโลก ต้องเลือกระหว่างการ "ปล่อยให้แย่ลงแล้วค่อยแก้" หรือ "เจรจาแก้ไขก่อน" ซึ่งรัฐบาลเลือกแนวทางการเจรจาก่อน








