สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลดลงในวันศุกร์ (10 เม.ย.) และเผชิญแรงเทขายต่อเนื่องจนทำสถิติปรับตัวลดลงรายสัปดาห์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ท่ามกลางความกังวลต่อการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่มีกำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ (11 เม.ย.) โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันข้อตกลงหยุดยิงถาวร
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ค. ลดลง 1.30 ดอลลาร์ หรือ 1.33% ปิดที่ 96.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 72 เซนต์ หรือ 0.75% ปิดที่ 95.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมัน WTI ร่วงลงถึง 13.4% ซึ่งเป็นการลดลงรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2563 ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ขณะที่น้ำมันเบรนท์ปรับตัวลง 12.7% และเป็นการลดลงรายสัปดาห์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2565
แรงกดดันต่อราคาน้ำมันเกิดจากแรงเทขายอย่างหนัก หลังมีรายงานว่าอิหร่านและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์เมื่อวันอังคาร (7 เม.ย.) โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลางในการเจรจา ส่งผลให้ตลาดคลายความกังวลด้านอุปทานในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ในตลาดพลังงาน โดยนักวิเคราะห์จาก Commerzbank ระบุว่า ประเด็นสำคัญคือสถานการณ์การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซว่าจะสามารถกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่ หากยังมีการปิดกั้น อาจเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันกลับมาดีดตัวขึ้นอีกครั้ง
รายงานระบุว่า การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติกว่า 90% หลังอิหร่านออกคำเตือนให้เรือเดินทะเลอยู่ภายในน่านน้ำของตน โดยข้อมูลติดตามเรือในวันศุกร์พบว่า เรือส่วนใหญ่ที่ยังผ่านช่องแคบในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน มีรายงานจากเจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า เตหะรานต้องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ผ่านช่องแคบภายใต้ข้อตกลงสันติภาพ แต่แนวคิดดังกล่าวถูกคัดค้านจากชาติตะวันตกและหน่วยงานด้านการเดินเรือของสหประชาชาติ
ความตึงเครียดในภูมิภาคยังคงส่งผลกระทบต่อเส้นทางพลังงานสำคัญ หลังความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นจากเหตุสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซียมากกว่า 60 แห่งถูกโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ
แม้การโจมตีส่วนใหญ่ยังไม่ก่อให้เกิดการหยุดชะงักในระยะยาว แต่มีอย่างน้อย 8 แห่งที่ต้องใช้เวลาซ่อมแซมเป็นเวลานาน ตามรายงานของ J.P. Morgan ขณะที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) ระบุว่า ผู้ผลิตในตะวันออกกลางได้ลดกำลังการผลิตลงราว 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมี.ค. และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 9.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเม.ย. เนื่องจากข้อจำกัดด้านการจัดเก็บ








