บรรยากาศการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นี้ มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อภาพจำของรถติดขัดยาวเหยียดบนถนนสายหลักถูกแทนที่ด้วยความคลาคล่ำของผู้คนที่สถานีขนส่งและท่าอากาศยาน ผลสืบเนื่องมาจากสภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนตัดสินใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล สู่การใช้ระบบขนส่งสาธารณะแบบเต็มรูปแบบทั้งทางถนน ทางราง และทางอากาศ
1. ทางถนน: บขส. เสริมเที่ยวรถรองรับคลื่นมหาชน
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขยับตัวสูงขึ้นกว่า 10-15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้การขับรถทางไกลกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่หนักอึ้ง ซึ่งยอดจองตั๋วล่วงหน้าของ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) รายงานว่ายอดจองตั๋วเต็ม 100% ในเส้นทางหลักตั้งแต่วันที่ 10-13 เมษายน ทั้งนี้มีมาตรการรองรับ โดยมีการเสริมรถร่วมบริการและรถ 30 เพิ่มขึ้นกว่า 2,000 เที่ยวต่อวัน เพื่อไม่ให้มีผู้โดยสารตกค้าง และใช้ระบบ "M-Flow" และการจัดช่องทางพิเศษสำหรับรถโดยสาร ทำให้การเดินทางด้วยรถบัสมีความรวดเร็วและคุ้มค่ากว่าการขับรถเอง
2. ทางราง: รถไฟความเร็วสูงและทางคู่ คือ "พระเอก" ของเทศกาล
ระบบรางกลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความแม่นยำของเวลาและราคาที่คงที่ โดยรถไฟทางคู่สายใต้และอีสาน นั้นมีปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากการเดินรถมีความรวดเร็วขึ้น ไม่ต้องรอสับหลีกนานเหมือนในอดีต ขณะที่รถไฟความเร็วสูงได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มนักท่องเที่ยวและคนทำงานที่ต้องการความสะดวกสบายระดับพรีเมียมในราคาที่ถูกกว่าค่าน้ำมันรถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งสถิติที่การรถไฟแห่งประเทศไทย คาดการณ์จำนวนผู้โดยสารรวมตลอดเทศกาลทะลุ 1.5 ล้านคน
3. ทางอากาศ: สายการบิน Low-cost คึกคัก แม้ราคาตั๋วปรับตัวตามทุน
แม้ราคาน้ำมันอากาศยานจะเพิ่มขึ้น แต่เมื่อคำนวณ "ค่าเสียเวลา" และ "ค่าเหนื่อยจากการขับรถ" ประชาชนจำนวนมากยังเลือกใช้บริการสายการบิน โดยเส้นทางบินในประเทศ เส้นทางเชียงใหม่ ภูเก็ต และขอนแก่น มียอดจองหนาแน่น โดยมีกลยุทธ์การตลาดท สายการบินจัดโปรโมชั่นร่วมกับบัตรเครดิตและรัฐบาล เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าเดินทางกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในประเทศ
ทั้งนี้จึงมองได้ว่าปรากฏการณ์สงกรานต์ 2569 คือภาพสะท้อนว่า "ราคาพลังงาน" เป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทยถูกใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การหนีค่าน้ำมันชั่วคราว แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ประชาชนเห็นว่าระบบขนส่งสาธารณะไทยมีประสิทธิภาพเพียงพอ จะส่งผลดีต่อการลดมลพิษทางอากาศ (PM 2.5) และลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในระยะยาว"
ดังนั้นรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องถอดบทเรียนจากการเดินทางในปีนี้ เพื่อปรับปรุงโครงข่ายให้ไร้รอยต่อ (Seamless Mobility) รองรับพฤติกรรมใหม่ของคนไทยที่จะพึ่งพารถส่วนตัวน้อยลงในทุกๆ เทศกาลต่อจากนี้








