ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน ปิดในแดนบวก โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ฟื้นตัวจากแรงกดดันในช่วงต้นการซื้อขาย หลังนักลงทุนคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์ รวมถึงความพยายามเจรจาหาทางออกอย่างสันติ ซึ่งช่วยลดความวิตกเกี่ยวกับความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับขึ้น 275.88 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 48,185.80 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 41.85 จุด หรือ 0.62% ปิดที่ 6,824.66 จุด และดัชนีแนสแดคปรับขึ้น 187.42 จุด หรือ 0.83% ปิดที่ 22,822.42 จุด
ทั้งนี้ ดัชนีทั้งสามกลับมาฟื้นตัวได้ หลังจากช่วงต้นวันเคลื่อนไหวในแดนลบ ท่ามกลางรายงานข่าวว่าอิสราเอลกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดช่องทางพูดคุยกับเลบานอน ซึ่งช่วยเพิ่มความหวังต่อแนวทางการคลี่คลายความตึงเครียดในภูมิภาค
ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และตัวเลขการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) โดยพบว่าเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
ขณะเดียวกัน รายงานการประชุม (Minutes) ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ระบุว่า คณะกรรมการมีความกังวลเพิ่มขึ้นต่อทิศทางเงินเฟ้อ และเริ่มพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากแรงกดดันจากสงครามและปัจจัยภายนอกยังส่งผลต่อเสถียรภาพราคา
ส่วนตลาดทองคำ ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 1% ในวันเดียวกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์หยุดยิงระหว่างวอชิงตันและเตหะราน
โดยราคาทองคำโกลด์ฟิวเจอร์สสหรัฐฯ ส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับขึ้น 0.9% ปิดที่ระดับ 4,818.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความระมัดระวังของนักลงทุนต่อความเปราะบางของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง








