ข่าวเศรษฐกิจ

"สมหมาย" อดีตขุนคลัง ถาม "จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานไปทำไม" แนะ "รัฐบาล" ต้องดันสภาวะศก.ไทยให้สูงขึ้น

แชร์ข่าว

วันที่ 7 เม.ย.2569 นายสมหมาย ภาษี อดีตรมว.การคลัง โพสต์เฟซบุ๊ก Sommai Phasee – – สมหมาย ภาษี เรื่อง "จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานกันไปทำไม" ระบุว่า

คนไทยเราแปลกมาก ก่อหนี้กันมากใช้จ่ายเกินตัว จนสถานะหนี้ครัวเรือนจะสูงที่สุดในโลก คือ สูงแตะ 88 % ของ GDP แล้ว เป็นถึงขนาดนี้ไม่กลัว แต่กลับกลัวการที่ประเทศจะมีหนี้สาธารณะสูงเกินเพดาน 70 % ของ GDP

เรื่องนี้ผู้สื่อข่าวยิ่งกลัวกว่าประชาชนทั่วไป และยิ่งแปลกมากนักการเมืองยิ่งกลัวกว่าผู้สื่อข่าว แถมนักการเมืองไทยยังกลัวการขึ้นภาษีของรัฐบาลยิ่งนัก แต่ทุกวันนี้นักการเมืองไทยมีการกระทำเรื่องทุจริตคอร์รัปชันจนติดอันดับสูงมาก แต่อย่างนี้กลับไม่กลัว

ผมขอเขียนเรื่องนี้ในวันนี้ เพื่อจะบอกให้คนไทยทั้งหลายเข้าใจการเป็นหนี้สักที ผมเองได้ทำงานให้กระทรวงการคลัง ในด้านการจัดการและดูแลการก่อหนี้สาธารณะมาค่อนชีวิต แถมยังต้องดูแลหนี้ของรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆบางแห่งตอนไปเป็นกรรมการ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และยังเคยดูแลวิสาหกิจเอกชนที่ใหญ่ๆมาด้วย จึงขอใช้ความรู้เรื่องนี้มาชี้แจงให้ผู้ที่กลัวการเป็นหนี้ได้รู้ข้อเท็จจริงให้ชัดๆครับ

1. ทำไมประเทศชาติต้องก่อหนี้

เรื่องนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาล เท่าที่มีความรู้ ประเทศไทยโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ ล้นเกล้าพระปิยมหาราชของปวงชนชาวไทยได้ก่อหนี้มาตั้งแต่ท่านปกครองสยามประเทศ โดยท่านได้เสด็จประพาสประเทศต่างๆทางเรือรอบโลกถึง 2 ครั้ง 2 ครา โดยได้ทรงดูงานพร้อมๆกับการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศในยุโรปรวมทั้งรัสเซีย และในโอกาสนี้ท่านได้ดำเนินการให้ประเทศไทยก่อหนี้กับตลาดทุนลอนดอน โดยการออกพันธบัตรของรัฐบาลสยามเป็นพันธบัตรระยะยาว เพื่อนำเงินมาลงทุนในการสร้างระบบรถไฟทั่วประเทศของไทย ขณะเดียวกันในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ประเทศญี่ปุ่นสมัยเมจิ สมเด็จพระจักรพรรดิก็ได้ทรงดำเนินการกู้เงินโดยการออกพันธบัตรจากตลาดทุนลอนดอน เช่นกัน

ที่น่าเสียดายโอกาสการพัฒนาประเทศของไทย ตั้งแต่มีการปฏิวัติโดยคณะราษฎร์เมื่อปี 2475 ประเทศไทยไม่สามารถกู้เงินจากต่างประเทศเลย จนกระทั่งมาถึงสมัยรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในช่วงประมาณปี 2502-2506 ท่านนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ธนาคารโลกมาทำการศึกษาภาวะเศรษฐกิจของไทย ใช้เวลาร่วมปีแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศก็ออกมา แล้วธนาคารโลกก็จัดเงินกู้ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำพร้อมเงินช่วยเหลือให้ประเทศไทยเพื่อมาพัฒนาและบูรณาการประเทศ

อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย และองค์การความช่วยเหลือต่างประเทศของญี่ปุ่น (ODA) ได้ให้ประเทศไทยกู้เงินเป็นเรื่องเป็นราวก็เป็นสมัยท่านนายกจอมพล ถนอม กิตติขจร จำได้ว่าผ่านมาถึงช่วงสมัยท่านนายกพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ หลังปี 2524 แล้ว ประเทศไทยโดยรัฐบาลไทยเพิ่งจะสามารถกู้เงินจากธนาคารเอกชนต่างประเทศได้ และหลังจากนั้นภาคเอกชนของไทย เช่น ธนาคารพาณิชย์จึงเริ่มกู้เงินจากธนาคารต่างประเทศเข้ามาใช้ได้ และมีการกู้มากเกินเหตุ จนกลายเป็นฟองสบู่เกิดปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งลามไปในหลายประเทศ แต่ไทยเจอหนักกว่าใครอื่น

2. การก่อหนี้สาธารณะของประเทศต่างๆเทียบกับของไทย

ประเทศที่พัฒนาก้าวหน้ามากมักจะมีสัดส่วนของยอดหนี้เมื่อเทียบกับ GDP สูง ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาในระดับต่างๆก็มีสัดส่วนต่ำกว่า ที่เป็นเช่นนี้ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วเข้มแข็งมีความน่าเชื่อถือต่อธนาคารระดับนานาชาติผู้ให้กู้มากกว่าประเทศกำลังพัฒนา หนี้สาธารณะของประเทศ คือหนี้ที่หน่วยงานของรัฐกู้เป็นหนี้ระยะยาวจากสถาบันการเงินทั้งจากแหล่งในและนอกประเทศ โดยมี IMF เป็นผู้ที่คอยตรวจสอบดูแลข้อมูลและข้อปฏิบัติตลอด

ลองมาดูประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP สิ้นปี 2568 ของบางประเทศที่น่าสนใจ จากรายงานของ World Economic Outlook (ฉบับเดือนตุลาคม 2568) ในภาพด้านล่าง

3. จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานไปทำไม

การก่อหนี้สาธารณะของประเทศไม่ใช่ไม่ดี ตรงกันข้ามประเทศที่มีเครดิตดีต่างก็ก่อหนี้จำนวนมากมาพัฒนาประเทศกันทั้งนั้น แต่จะดีมากหรือน้อยมันอยู่ที่การบริหารหนี้

จะเห็นจากหมายเหตุข้างต้นว่า ในแต่ละประเทศการก่อหนี้สาธารณะเพื่อนำเงินไปใช้ไม่เหมือนกัน เช่น ประเทศสิงคโปร์ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อการลงทุน เข้าใจว่าเป็นการกู้เป็นสกุลเงินสิงคโปร์ดอลลาร์ของเขาเองซึ่งเป็นเงินสกุลแข็ง เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เขากู้เงินสกุลของตนเอง ซึ่งเป็นสกุลสำคัญระดับนานาชาติในตลาดการเงินโลก เขาก็ไม่กลัว

สำหรับประเทศไทย การก่อหนี้สาธารณะเป็นการกู้มาจากในประเทศมาใช้ชดเชยการคลังขาดดุลภาครัฐสูงมาก เพราะไทยมีรายได้จากภาษีต่ำมาตลอดเมื่อเทียบกับ GDP จึงต้องกู้เงินสูงมากมาใช้ในด้านค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญ ค่าดอกเบี้ยเงินกู้และเงินกู้ที่ครบกำหนด และค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพข้าราชการสูงวัย เป็นต้น

ดังนั้น การที่แค่นำตัวเลขสัดส่วนหนี้สาธารณะมาเทียบกัน แล้วสรุปว่าใครสูงกว่ากันแล้วก็ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องน่ากลัวน่าเป็นห่วงนั้น มันไม่ถูกเสมอไป ผมจึงเห็นว่าหนี้สาธารณะไทยที่สูงจนจะชนเพดาน 70 % ของ GDP มันยังไม่น่ากลัวแม้จะสูงกว่า 70 – 80 % ก็ยังไม่น่าห่วงนัก

แต่อย่าลืมว่าไทยต้องใช้หนี้เงินกู้จำนวนมากในวิกฤตต่างกรรมต่างวาระ นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตการฉ้อโกงของรัฐบาลที่ทำโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2554 วิกฤตโควิด-19 ปี 2563 รัฐบาลต้องกู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาท วิกฤตปี 2540 และปี 2554 เป็นวิกฤตที่ประจักษ์แล้วว่ามาจากการบริหารการเงินการคลังที่ผิดพลาดของรัฐบาล ซึ่งมาจากการกระทำทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ที่ไทยเรายังโชคดีอยู่ คือหนี้สาธารณะคงค้างขณะนี้เป็นหนี้ในประเทศและเป็นหนี้เงินบาทแทบทั้งหมด เรามีภาระหนี้เงินตราต่างประเทศน้อยมากๆ ดังนั้น จึงขอสรุปตรงนี้ว่า รัฐบาลและนักการเมืองจะไปกลัวหนี้สาธารณะชนเพดาน 70 % ของ GDP ไปทำไม ถ้าให้ดีควรต้องกำหนดหนี้สาธารณะให้มีเพดานที่ 70 – 80 % ของ GDP คล้ายของมาเลเซีย แล้วไทยจะมีช่องว่างที่จะก่อหนี้ทั้งที่เป็นเงินบาทกู้ในประเทศและเงินต่างประเทศที่มีเงื่อนไขผ่อนปรนเพื่อเพิ่มการลงทุน เช่น จากไจก้า (JICA) ของญี่ปุ่น มาลงทุนพลิกผันประเทศแก้วิกฤตครั้งนี้ได้อีกมาก

4. วิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งนี้จำเป็นต้องแก้ด้วยการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายอย่างมีนัยสำคัญ และต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาช่วยเสริมอีกตลอด 3-4 ปีข้างหน้า

สงครามสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้ ผู้รู้บางท่านกล่าวว่ามาจากความแค้นต่อกันของแต่ละฝ่าย ผมเห็นว่ามากกว่านั้น แต่สหรัฐอเมริกาไม่ใช่ความแค้น แต่ทรัมป์ได้ใช้จังหวะที่อิสราเอลต้องการแก้แค้นอิหร่านผู้สนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์ กระโดดเข้าไปก่อสงครามกับอิหร่าน โดยอ้างสาเหตุการต้องกำจัดนิวเคลียร์และการปกครองของอิหร่านที่ต่อเนื่องโดยอยาตุลเลาะห์

แท้จริงแล้วสหรัฐขณะนี้ได้อ่อนแอลงมากจากค่าเงินดอลลาร์ด้อยค่าและด้อยความนิยม พันธบัตรสหรัฐก็ถูกด้อยค่าด้วย และประเทศต้องแบกหนี้สาธารณะก้อนใหญ่มากเกินไป จึงหาเรื่องทำสงครามเพื่อหวังรักษาความเป็นจ้าวโลกให้คงไว้ แล้วแถมจะได้ควบคุมแหล่งพลังงานของโลกมากขึ้น

แต่สงครามที่ทรัมป์เล่นกับไฟอยู่ขณะนี้ ได้ทำให้น้ำมันและก๊าซทั่วโลกมีราคาสูงขึ้นมาก ก่อเหตุบานปลายถึงการทำลายเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญคือช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดการขาดแคลนทั้งน้ำมันและก๊าซไปทั่วโลก เงินเฟ้อที่เรียกว่าการกดดันของต้นทุน (Cost Push) จึงเกิดขึ้นทั่วโลก และจะเกิดต่อเนื่องไปอีกนาน ทำให้ราคาของสินค้าและบริการทุกอย่างถูกยกให้สูงขึ้นทั้งหมดทั่วโลก แล้วจะสูงไปอย่างน้อยอีก 2 ปี

ปีแรกนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รัฐบาลต้องเข้าแก้ไขทันที ไม่ใช่มาคุมราคาสินค้า มันไม่ใช้วิธีแก้ที่ยั่งยืน มันไม่ใช่การประหยัดงบประมาณ แต่ต้องเพิ่มงบประมาณให้สูงถึงประมาณ 10% และต้องสนใจจัดไปใช้ให้ถูกที่ อย่าทำแบบจัดสรรให้จังหวัดของส.ส. อย่างสมัยเก่า ต้องดูแลทั้งเรื่องช่วยกลุ่มเปราะบางด้วยคนละครึ่งพลัสตามเดิม ต้องเพิ่มยกระดับเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างผู้ใช้แรงงานบนฐานของค่าจ้างขั้นต่ำให้พ้นน้ำ

ดังนั้น แนวทางหลักที่จะแก้วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ของไทย คือรัฐบาลต้องดันสภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งเงินเดือนค่าจ้างและอำนาจซื้อของคนไทยให้สูงตามให้มากเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เป็นไปตามแนวโน้มที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นของโลก

รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณรายจ่ายตั้งแต่ปี 2570 นี้ให้สูงขึ้นอย่างเต็มที่ และต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาเสริมด้านการลงทุนเพิ่มพลังการแก้วิกฤตให้ตรงจุด เพราะโอกาสจากการทำให้เกิดวิกฤตของทรัมป์ ได้เปิดทางให้ไทยใช้นโยบายที่กล่าวข้างต้นโจ๋งครึ่มอยู่แล้ว"


ข่าวแนะนำ