นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,623 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 53.0 จากความคาดหวังต่อแนวทางนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะต่อไปที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาภาระค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ชะลอตัวยังคงส่งแรงกดดันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่องกระทบความกังวลของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ระดับ 53.0 โดยปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 52.6 ในเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 59.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 58.4 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่นคาดว่ามาจาก (1) ประชาชนมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม ทิศทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และความคาดหวังต่อมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (2) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนและมีแนวโน้มต่อเนื่องจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับมีนโยบายการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ จะช่วยเพิ่มรายได้และการจ้างงานในประเทศ และ (3) การส่งออกยังเติบโต ได้ต่อเนื่องในระดับสูง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสินค้าเกษตรกลุ่มอาหารและผลไม้เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 43.9 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นที่ระดับต่ำกว่า 50 โดยมีปัจจัยลดทอนระดับความเชื่อมั่น อาทิ ความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อภาคการผลิต และการค้าทั้งในประเทศและการส่งออก รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการที่มีความผันผวนส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูงยังเป็นแรงกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม อย่างไรก็ตาม หลายปัจจัยเสี่ยงข้างต้นทั้งภายในและภายนอกประเทศมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางค่อนข้างเร็วและผันผวน ซึ่งจะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นจึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ มติที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงปลายเดือน ก.พ.69 ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อาจช่วยผ่อนคลายความกังวลของประชาชนได้ในระยะถัดไป
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 49.01 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 13.20 การเมือง ร้อยละ 10.66 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.12 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 7.90 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 7.53 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 1.65 ปัจจัยอื่น ๆ ร้อยละ 1.01 และ ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 0.92 ตามลำดับ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงเชื่อมั่นทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 54.3 และ 51.5 ตามลำดับ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคกลางทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 50.9 กรุงเทพมหานครและปริมณฑลและภาคเหนือ แม้ปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 57.2 และ 52.1 ตามลำดับ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 57.4 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 53.9 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 52.6 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 52.5 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 52.0 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 51.7 และอาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 50.6 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น แต่ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ในระดับ 49.9 ในเดือนปัจจุบัน
นายนันทพงษ์ฯ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมามีปัจจัยสำคัญมาจากความคาดหวังต่ออนาคตของประชาชน โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน เป็นผลจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนเกิดความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่อาจช่วยให้สถานการณ์เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น รวมถึงความหวังต่อมาตรการและนโยบายของภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ความคาดหวังดังกล่าวจึงกลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของประชาชนในช่วงเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันที่ลดลงกลับสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงเป็นความกังวลหลักของประชาชน และส่งผลต่อความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 49.01 จาก 45.08 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาภาระค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับเพิ่มขึ้น ตลอดจนภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่เพิ่มขึ้นในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้ นอกจากนี้ การชะลอตัวของกำลังซื้อของประชาชนยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคธุรกิจ ทำให้หลายภาคส่วนของเศรษฐกิจต้องเผชิญแรงกดดันที่มากยิ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าความชัดเจนของแนวทางการดำเนินนโยบายภายใต้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ จะช่วยเร่งบรรเทาความกังวลของประชาชนได้ในอนาคต และจะส่งผลต่อการปรับตัวของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระดับสูง ผ่านความกังวลต่อสถานการณ์การค้าโลก ความมั่นคง ราคาสินค้า และราคาพลังงาน ซึ่งมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ จึงจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
โดยกระทรวงพาณิชย์จะยังคงติดตามและดูแลสถานการณ์อย่างรอบด้าน พร้อมทั้งเร่งประเมินภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงบริหาร กำกับ และดูแลสถานการณ์สินค้าและราคาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาการกักตุน การขาดแคลนสินค้า หรือความผันผวนของราคา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม พร้อมบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการเร่งดำเนินการเชื่อมโยงตลาด เพื่อเปิดโอกาสและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ในช่วงที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ยังได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและขยายเครือข่ายทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย อาทิ งาน South Connect 2026 และงานมหกรรมการค้าระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC Expo 2026) รวมถึงการวางแผนบริหารจัดการการค้าภายในประเทศเชิงรุก ผ่านการวางแผนดูแลสินค้าเกษตรสำคัญอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ลดแรงกดดันด้านอุปทาน และเร่งการระบายผลผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด ตลอดจนการดูแลค่าครองชีพและผู้ประกอบการรับมือเศรษฐกิจผันผวน ปี 2569 อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมและยกระดับมูลค่าสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิ การผลักดันมะพร้าวน้ำหอมไทยให้เป็นสินค้าศักยภาพสูงผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ควบคู่กับการตรวจสอบ กำกับ และปราบปรามบริษัทที่เข้าข่ายนอมินีหรือกระทำความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมศักยภาพสินค้าไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สามารถรับมือกับสินค้านำเข้าคุณภาพต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน กระทรวงยังได้ดำเนินมาตรการเพื่อการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนศักยภาพของผู้ประกอบการและสร้างความได้เปรียบทางการค้า ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมและเสริมความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศในระยะต่อไป







