วันที่ 2 มีนาคม 2569 สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์ผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยประเมินว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจก่อให้เกิดภาวะ “Negative Supply Shock” จากความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงาน โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้น แม้ผู้ผลิตบางส่วนจะเพิ่มกำลังการผลิต แต่การชดเชยอาจไม่ทัน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และเงินเฟ้อทั้งในระดับโลกและไทยมีแนวโน้มเร่งตัว
สนค. ระบุว่า แม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวจากกลุ่มตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งอาจชะลอการเดินทาง รวมถึงนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) จากภูมิภาคอื่นที่อาจเลื่อนแผนเดินทางในระยะสั้น
ด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจกระทบรายได้แรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยงและการส่งเงินกลับประเทศ ส่งผลต่อกำลังซื้อในบางพื้นที่ ขณะที่ความไม่แน่นอนอาจทำให้ครัวเรือนชะลอการใช้จ่าย โดยเฉพาะสินค้าคงทนและสินค้าฟุ่มเฟือย
ในมิติการเงินและการลงทุน ความตึงเครียดอาจทำให้เงินทุนเคลื่อนย้าย ค่าเงินบาทผันผวน และเพิ่มความท้าทายในการบริหารความเสี่ยงของผู้นำเข้า–ส่งออก รวมถึงอาจทำให้การตัดสินใจลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ชะลอออกไป หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย
สำหรับโครงสร้างการค้า สนค. ประเมินว่า การค้าระหว่างไทยกับอิสราเอลและอิหร่านมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับการค้าไทยกับโลก ผลกระทบทางตรขณะที่ าขนส่งอย่างใกล้ชิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (1มี.ค.69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการด่วนให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์เป็นพิเศษใน 5 ประเด็น ได้แก่ (1) ทิศทางราคาพลังงานโลกและต้นทุนโลจิสติกส์ รวมถึงค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัย (2) เสถียรภาพเส้นทางการค้าและห่วงโซ่อุปทาน (3) คำสั่งซื้อและความต้องการสินค้าไทยในตลาดตะวันออกกลาง (4) ภาคการท่องเที่ยวและบริการ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง และ (5) ความผันผวนของค่าเงินบาทและธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเตรียมมาตรการรองรับผู้ประกอบการหากเกิดความผันผวนรุนแรง
ทั้งนี้ ต้องติดตามการประชุมหารือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในช่วงบ่ายวันนี้ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกันและกำหนดแนวทางดูแลเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป.







