นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2569 ธนาคารไทยเครดิตยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยตั้งเป้าขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อหลักในอัตราเลขสองหลัก (Double Digit) ควบคู่ไปกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด ภายใต้เสาหลักยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นสูง (High Flexibility) พร้อมเดินหน้ายกระดับ Digital Core Banking เพื่อเสริมศักยภาพให้กลุ่มลูกค้ารายย่อย พร้อมตั้งรับกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกที่ผันผวน ด้วยการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ SMEs อย่างรัดกุม ภายใต้กลยุทธ์การรักษาอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในภาวะดอกเบี้ยขาลง ทั้งนี้ ด้วยแรงหนุนจากโครงการรัฐ อาทิ Quick Big Win และ SME Credit Boost ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อให้บรรลุเป้าหมายเลขสองหลัก ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
หัวใจสำคัญในการลงทุน ปี 2569 ของธนาคารไทยเครดิต ขับเคลื่อนผ่าน 2 แกนหลัก ดังนี้
1) เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ “alpha SME” ในช่วงไตรมาส 1/2569 เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการย้ายฐานข้อมูลของระบบ Micro Pay สู่แพลตฟอร์มใหม่ที่เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
2) วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยยกระดับระบบปฏิบัติการหลักของธนาคาร หรือ “Core Banking” สู่ “Full Digital Banking Platform” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงลึกและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ และปริมาณธุรกรรมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต
โดยแนวทางขยายธุรกิจดังกล่าว ตั้งอยู่บนพื้นฐานผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติ โดยในปี 2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิรวม 4,016 ล้านบาท เติบโต 10.8% และในโค้งสุดท้าย ไตรมาส 4/2568 ได้ทำกำไร 1,175 ล้านบาท เติบโต 15.9% QoQ โดยที่ยังรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับสูงที่ 16.3% ซึ่งโดดเด่นที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารไทย ขณะเดียวกันเงินให้สินเชื่อรวมเติบโตสูง 181.9 พันล้านบาท เติบโต 11.5% YoY และยังรักษาระดับอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ได้แข็งแกร่งที่ระดับ 7.7% แม้เผชิญสถานการณ์ในช่วงที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ในด้านการบริหารความเสี่ยง ธนาคารไทยเครดิตได้ดำเนินการเชิงรุกคุมคุณภาพสินทรัพย์ โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.2% จาก 4.4% ในปีก่อน และด้านคุณภาพสินทรัพย์ (Credit Cost) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 22.3% YoY มาอยู่ที่ระดับ 1.83% สะท้อนถึงวินัยในการบริหารพอร์ตสินเชื่อและการควบคุมต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน
ความสำเร็จในการบริหารจัดการดังกล่าวเกิดจากรากฐานที่มั่นคงจากโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อที่มีการกระจายตัวอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมีฐานลูกค้ารวมกว่า 305,928 ราย ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าหลักอย่าง Micro SME และ Nano/Micro Finance ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนผ่านโครงการ “ตังค์โต Know-how” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมทักษะทางการเงิน แก่ลูกค้าและประชาชนต่อเนื่องกว่า 9 ปี โดยขยายผลสู่ผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 308,782 คน ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และลดอัตราการเกิดหนี้เสีย (NPL) ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
“ธนาคารไทยเครดิต จะยังคงยึดมั่นในปรัชญา Everyone Matters พร้อมส่งมอบการเติบโตของธุรกิจ ด้วยกลยุทธ์ Quality Growth เพื่อสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นและยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น ลูกค้า และสังคม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต กล่าวทิ้งท้าย








