เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Fiscal Transformation : ปฏิรูปการคลัง เพิ่มรายได้รัฐ เป็นเกราะป้องกันมรสุมโลก” ภายในงาน Thailand Economic DRIVES 2026 : ฝ่ามรสุม 69 โดยระบุว่า ปีนี้ประเทศไทยต้องเผชิญ “มรสุมเศรษฐกิจ” สำคัญ 3 ด้านที่กำลังก่อตัวขึ้น
มรสุมแรก คือ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก มรสุมที่สอง คือ ภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ ซึ่งหากบริหารจัดการไม่ดีจะกระทบประชาชนและเพิ่มภาระงบประมาณรัฐ และมรสุมที่สาม คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแรงจากหนี้ครัวเรือน โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย และการลงทุนที่ชะลอตัวต่อเนื่อง
นายเอกนิติ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2540 ประเทศไทยเคยมีสัดส่วนการลงทุนสูงถึง 40% ของ GDP แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 10% และภาคเอกชน 30% แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 24% ของ GDP โดยการลงทุนภาครัฐเหลือ 6% และภาคเอกชนเพียง 18% อีกทั้งเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าสูงถึง 60% ของ GDP และภาคบริการ 10% เมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวนจึงส่งผลกระทบต่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สะท้อนถึงความไม่สมดุลของเครื่องยนต์เศรษฐกิจ
“โจทย์ปีนี้คือมรสุม 3 ลูกที่กำลังรออยู่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนนโยบายจาก Quick Big Win เป็น Big Win เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยที่หลุดจากหล่มแล้วเติบโตต่อเนื่อง กลับมาแข่งขันกับนานาชาติได้ และเปลี่ยนภาพลักษณ์จากคนป่วยแห่งเอเชียให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าว
เขายังเปรียบเทียบว่า เศรษฐกิจไทยเหมือนผู้ป่วยที่เพิ่งออกจากห้อง ICU ซึ่งไม่สามารถวิ่งได้ทันที ต้องค่อย ๆ ฟื้นฟูผ่านการลงทุนและการปฏิรูป พร้อมระบุว่า รัฐบาลหวังมีเวลาทำงานเต็มวาระ 4 ปี เพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจให้เข้มแข็งท่ามกลางความท้าทายจำนวนมาก
สำหรับแนวทางสำคัญหรือ “ธนู 3 ดอก” ในการรับมือมรสุมเศรษฐกิจ ได้แก่ 1. เร่งการลงทุน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจสีเขียว 2. ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการยกระดับการศึกษาและนำดิจิทัล-เอไอเข้ามาเสริมทักษะแรงงานไทย และ 3. ปลดล็อกกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อเร่งกระบวนการลงทุนให้รวดเร็วขึ้น
นายเอกนิติ ระบุว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อผลักดันกฎหมายรวบยอดด้านการลงทุน ลดขั้นตอนที่ต้องใช้เวลานานถึงเกือบ 2 ปีในการอนุมัติโครงการ โดยคาดว่ากฎหมายดังกล่าวจะเป็นตัวเปลี่ยนโฉมการลงทุนของไทย อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนยังต้องรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า การดึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยปีที่ผ่านมา มียอดขอรับส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท และมาตรการ Thailand FastPass ช่วยปลดล็อกกฎระเบียบได้บางส่วน คาดว่าจะทำให้เกิดการลงทุนราว 4.8 แสนล้านบาท หากสามารถผลักดันกฎหมายใหม่ได้ คาดว่า FDI ในปี 2569 อาจเพิ่มขึ้นเป็น 9.7 แสนล้านบาท เติบโตเกือบ 20% รวมถึงการเร่งโครงการ PPP เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าปัญหาสำคัญของไทยคือเศรษฐกิจเติบโตต่ำจากโครงสร้างระยะยาว ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ทันที หากไม่เร่งปฏิรูป เศรษฐกิจอาจเติบโตต่ำต่อเนื่องอีก 3-10 ปี โดยไทยยังเผชิญหนี้ครัวเรือนสูง 86-87% หนี้เสียกว่า 16 ล้านล้านบาท สินเชื่อรวมหดตัว 6 ไตรมาส และสินเชื่อ SME ลดลงต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาส
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีปัจจัยบวกจาก FDI ที่เพิ่มขึ้น การบริโภคที่ยังขยายตัว และการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% ทั้งปีโต 2.4% และคาดว่าเศรษฐกิจปี 2569 จะเติบโต 1.5% ก่อนปรับดีขึ้นสู่ระดับราว 1.9%
ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า บทบาทของธนาคารกลางจำเป็นต้องปรับจากการใช้นโยบายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ไปสู่ “Target Policy” หรือมาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การแก้หนี้ NPL รายย่อยผ่าน Social AMC การตั้งกองทุน SME Credit Boost วงเงิน 1 แสนล้านบาท การกำกับธุรกรรมทองคำเพื่อลดผลกระทบค่าเงินบาท และการควบคุมธุรกรรม e-Money เพื่อลดความเสี่ยงการโอนเงินผิดปกติ
ทั้งนี้ ธปท.ประเมินว่าศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.7% แต่จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเพื่อยกระดับศักยภาพสู่ 3.5-4% ผ่านการลงทุนใหม่ การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และการดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน
#เศรษฐกิจไทย #เอกนิติ #FiscalTransformation #ข่าวเศรษฐกิจ #ThailandEconomicDRIVES2026 #นโยบายการคลัง #FDI #ธปท #GDPไทย #ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน #ข่าวเศรษฐกิจวันนี้ #วิเคราะห์เศรษฐกิจไทย








