อดีต ผอ.สำนักงบประมาณ แนะ เลือกตั้ง 69 เลือกอนาคต ประเทศไทย หวั่น 5 พรรคใหญ่ ออกนโยบาย "ประชานิยม" ประกันรายได้-ประกันราคา-หวยเงินล้าน-หวยเกษียณ-หวยเอสเอ็มอี-หวยจังหวัด-แจกเงินเด็กทารก-แจกเงินผู้สูงอายุ อาจกระทบฐานะการคลัง บั่นทอนความน่าเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
วันที่ 31 มกราคม 2569 นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า การเลือกตั้ง ส.ส. 8 ก.พ. 69 มี 60 พรรคการเมือง ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งระบบเขต รวมทั้งสิ้น 3,526 คน มี 57 พรรคการเมือง ส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ รวมทั้งสิ้น 1,570 คน .. แต่มีผู้สมัครของพรรคการเมืองมีแนวโน้มจะได้รับการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 25 คน คาดว่ามีเพียง 5 พรรค ประกอบไปด้วย..พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้ง 5 พรรคการเมือง ที่ผู้สมัครมีแนวโน้มจะได้รับการเลือกตั้งสูงที่สุด ล้วนมีแนวนโยบายเอนเอียงไปในทิศทางเดียวกัน คือ"ประชานิยม" ภายใต้มาตรการประกันรายได้-ประกันราคา-หวยเงินล้าน-หวยเกษียณ-หวยเอสเอ็มอี-หวยจังหวัด-แจกเงินเด็กทารก-แจกเงินผู้สูงอายุ บ่งชี้ว่าประชาชนไทยตอนนี้.. ยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เปราะบาง ต้องการการประคับประคอง
แนวนโยบายหาเสียงแบบประชานิยม ของพรรคการเมืองในลักษณะดังกล่าว.. เป็นธรรมดาที่ประชาชน ซึ่งได้รับประโยชน์มีความนิยมชมชอบ แต่ในทางตรงกันข้าม อาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือและเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจตีความว่าประเทศไทยมีความอ่อนแอด้านทุนมนุษย์ มีความอ่อนด้อยด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน.. และหันเหการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนออกจากประเทศไทยไปแสวงหาแหล่งลงทุนอื่น ซึ่งมีทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ มีศักยภาพและขีดความสามารถที่สูงกว่า ภายใต้นโยบายประชานิยมที่โหมรณรงค์หวังสร้างคะแนนนิยม ยังเป็นภาระต่องบประมาณของประเทศอย่างมหาศาล และเป็นความเสี่ยงที่บ่อนทำลายฐานะการคลังของประเทศอย่างน่าวิตกกังวล
ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งบประมาณของประเทศต้องตกอยู่ในสภาพที่ขาดดุลซ้ำซากอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซ้ำร้ายยังมีความโน้มเอียงที่การขาดดุลงบประมาณจะทวีความเลวร้ายหนักมากยิ่งขึ้น โดยมีเหตุปัจจัยสำคัญมาจากนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง ที่เข้าไปทำหน้าที่รัฐบาล บริหารราชการแผ่นดิน การดำเนินนโยบายประชานิยม ที่มุ่งหวังผลประโยชน์ทางการเมือง มากกว่าตระหนักในความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจชาติ ประกอบกับรายรับของรัฐโดยเฉพาะรายได้จากภาษีอยู่ในระดับที่ต่ำลงโดยเฉพาะในช่วงรายได้"หลัก"(อย่างภาษีเงินได้ของบริษัทและภาษีสรรพสามิต) ชึ่งต่ำกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ส่งผลให้ฐานะการคลังอ่อนแรงขึ้นเพราะต้องพึ่งพาการกู้ยืมมากขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบทางลบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจตามมาหลายประการ
1).สัดส่วนการขาดดุลงบประมาณต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของประเทศ มีการขยายตัวมาอย่างยาวนานและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2).ภาระหนี้สาธารณะของประเทศ มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในระดับสูงใกล้กับเพดานที่กฏหมายกำหนดแล้ว
3)พื้นที่ทางการคลังของประเทศแคบลงไปเรื่อยๆ ทำให้ สัดส่วนงบประมาณเพื่อการลงทุน สร้างความเจริญเติบโตแก่ระบบเศรษฐกิจถูกจำกัด
ข้อค้นพบที่ชัดเจนที่สุด สามารถสังเกตเห็นได้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ที่กำลังจะถูกผลักดันให้มีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2569-30 กันยายน พ.ศ.2570 ซึ่งกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายเอาไว้ 3.788 ล้านล้านบาท และกำหนดวงเงินขาดดุลงบประมาณเอาไว้ 7.88 แสนล้านบาท เท่ากับขนาดเงินลงทุนพอดิบพอดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่างบประมาณเพื่อการลงทุน สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เท่าก้บเป็นการ “กู้มาลงทุน”
ความถดถอยของงบประมาณการลงทุน เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งมีงบประมาณการลงทุนจำนวน 9.3 แสนล้านบาท ลดลงเหลือ 8.6 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 และลดลงต่อเนื่องเหลือเพียง 7.88 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
ยิ่งนักการเมือง พรรคการเมืองมุ่งเอาชนะกันด้วยนโยบายใช้จ่ายเอาใจประชาชน ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง โดยขาดความยั้งคิด ถึงเภทภัยใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโดยภาพรวม และแพร่กระจายความเสียหายไปยังทุกภาคส่วนของสังคมไทย ยิ่งน่าห่วง น่ากังวล
กรงว่าอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทย อาจกลายเป็นประเทศ”เสี่ยงล้มละลาย”เพราะการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยถูกปรับเป็นเชิงลบ โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกชี้ว่าเสถียรภาพการคลังของไทยกำลังอ่อนแอลงอย่างรวดเร็วหลังยุคโควิด19(ซึ่งเดิมเป็นจุดแข็งของไทย จนกลายเป็นจุดอ่อน)และพันธบัตรรัฐบาลไทย อาจมีสถานะเป็นเหมือน “พันธบัตรขยะ” หรือ “Junk-Bond”
อันเนื่องมาจากการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง และหนี้สาธารณะสูงขึ้น..อยู่ในระดับสูงใกล้ถึงเพดานที่กฏหมายกำหนดไว้ ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงในการบริหารจัดการการคลังในระยะต่อไป
ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลได้พยายามวางแผนปฏิรูปการคลัง เพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพ แต่ความสำเร็จยังไม่ชัดเจน จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินนโยบายการปฏิรูปโครงสร้างรายได้-รายจ่ายของรัฐอย่างจริงจังเพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังให้รองรับเศรษฐกิจในอนาคตต่อไป
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในฐานะพลเมืองไทย อยากเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องไทยทุกคนช่วยกันออกไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งให้มากที่สุด ด้วยวิจารณญาณที่ใสสะอาด มีความสมเหตุสมผล และตั้งมั่นบนหลักผลประโยชน์ความมั่นคง ยั่งยืนของบ้านเมือง ชะตากรรมของประเทศไทย อนาคตประเทศไทย จะเจิดจ้าสดใส หรือหม่นหมองมืดมน ผูกพันอยู่กับการกาบัตรออกเสียงเลือกตั้งของพวกเราคนไทยที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งทุกคน








