ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,121 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 6 – 9 มกราคม 2569
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากสถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ยังคงเป็นปัญหาที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย ภาครัฐมีการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มมิจฉาชีพได้ปรับตัวด้วยการยกระดับรูปแบบกลโกงให้มีความซับซ้อนตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป พร้อมทั้งขยายฐานปฏิบัติการใหม่ๆ เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม โดยในปัจจุบันวิธีการที่ มิจฉาชีพได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และจิตวิทยาขั้นสูงมาประยุกต์ใช้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะการใช้ AI หลอก AI หรือ "Deepfake ขั้นสูง" ซึ่งหลอกล่อให้เหยื่อวิดีโอคอลหรือส่งข้อมูลใบหน้า เพื่อนำไปสร้างภาพเคลื่อนไหวปลอมสำหรับปลดล็อกระบบสแกนใบหน้า (Biometric) ของแอปพลิเคชันธนาคาร ควบคู่ไปกับการตัดเส้นทางการเงินด้วยวิธีการใหม่ที่เรียกว่าแก๊ง "รับจ้างกดเงิน" โดยจ้างคนในพื้นที่ผ่านแอปพลิเคชัน ให้ตระเวนกดเงินสดจากตู้ ATM ทันที วิธีนี้เข้ามาแทนที่การโอนผ่านบัญชีม้าหลายทอดแบบเดิม ทำให้เจ้าหน้าที่ติดตามเส้นทางการเงินได้ยากลำบากยิ่งขึ้น กลโกงรูปแบบเดิมที่เน้นเล่นกับความกลัวก็ยังคงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยมีการปรับบทละครให้ดูน่าเชื่อถือและน่าหวาดกลัวยิ่งขึ้น เช่น การอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ของรัฐ เพื่อหลอกลวงเรื่องภาษี ผลกระทบจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสูญเสียทางทรัพย์สิน ทำให้สังคมไทยเกิดภาวะ "ความหวาดระแวง" ผู้คนไม่กล้ารับสายเบอร์แปลก หรือแม้แต่หวาดระแวงเจ้าหน้าที่รัฐตัวจริง ส่งผลให้การติดต่อสื่อสารทางธุรกิจและธุระสำคัญต้องหยุดชะงัก ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหานี้ยังเป็นเหตุให้เกิด "ครอบครัวแตกแยก" จากความขัดแย้งและการโทษกันเองเมื่อเกิดความสูญเสีย โดยเฉพาะเมื่อหัวหน้าครอบครัวหรือผู้สูงอายุสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต นำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว แก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลายเป็น ภัยคุกคามความมั่นคง"ที่ทำลายทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ได้รับสายโทรศัพท์ หรือข้อความ (SMS/Line) จากมิจฉาชีพ/แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา อันดับแรกคือ 1 -2 ครั้งต่อเดือน ร้อยละ 35.1 อันดับสองคือ 1-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ร้อยละ 23.6 อันดับสามคือ 3 - 4 ครั้งต่อเดือน ร้อยละ 10.9 อันดับสี่คือ ทุกวัน เท่ากับ ไม่เคยได้รับเลย ร้อยละ 10.7 และอันดับสุดท้ายคือ 4-6 ครั้งต่อสัปดาห์ ร้อยละ 9
ในส่วนของรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยที่สุด อันดับแรกคือ อ้างหน่วยงานรัฐ ร้อยละ 58.9 อันดับสองคือ อ้างบริษัทขนส่ง/ไปรษณีย์ ร้อยละ 51.1 อันดับสามคือ หลอกให้ลงทุน/เทรดหุ้น/คริปโต ร้อยละ 41.7 อันดับสี่คือ หลอกให้รักแล้วลงทุน (Romance Scam) ร้อยละ 40.5 อันดับห้าคือ หลอกให้ติดตั้งแอปดูดเงิน ร้อยละ 40.1 อันดับหกคือ การใช้ AI เลียนเสียง/หน้าคนรู้จัก ร้อยละ 38.6 และอันดับสุดท้ายคือ หลอกกู้เงินออนไลน์/สินเชื่อ ร้อยละ 37.6
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีประสบการณ์ของตนเองหรือคนในครอบครัว ไม่เคยหลงเชื่อ หรือ สูญเสียทรัพย์สิน ให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ร้อยละ 62.4 รองลงมาคือ เกือบหลงเชื่อ ร้อยละ 30.4 และอันดับสุดท้ายคือ เคยสูญเสียทรัพย์สิน ร้อยละ 7.2
ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อันดับแรกคือ เกิดความหวาดระแวง ไม่กล้ารับสายเบอร์แปลก ร้อยละ 40.1 อันดับสองคือ ไม่ได้รับผลกระทบ ร้อยละ 27.8 อันดับสามคือ เสียสุขภาพจิต/เครียดจากการถูกข่มขู่หรือรบกวน ร้อยละ 18.5 และอันดับสุดท้ายคือ ไม่กล้าทำธุรกรรมออนไลน์/Mobile Banking ร้อยละ 13.6
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ พึงพอใจต่อการแก้ปัญหาของภาครัฐ ในปัจจุบันระดับ ปานกลาง ร้อยละ 40.6 และ ต้องการให้ รัฐบาลใหม่ ดำเนินการ เร่งด่วนที่สุด อันดับแรกคือ เพิ่มโทษทางกฎหมายให้หนักขึ้น ร้อยละ 36.7 อันดับสองคือ พัฒนาระบบ AI ตรวจจับและตัดสายมิจฉาชีพอัตโนมัติก่อนถึงมือถือประชาชน ร้อยละ 30.3 อันดับสามคือ เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกวาดล้างฐานปฏิบัติการข้ามแดน ร้อยละ 20.6 และอันดับสุดท้ายคือ บังคับให้ค่ายมือถือ/ธนาคาร รับผิดชอบคืนเงินผู้เสียหาย ร้อยละ 12.4








