วันทีั่ 7 มกราคม 2569 นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบล่าสุด เป็นการคอนเฟิร์มภาพว่าเศรษฐกิจปีที่แล้วและปีนี้จะชะลอตัวลง ด้วยปัจจัยเชิงวัฏจักรและปัจจัยเชิงโครงสร้างมาฉุดรั้ง ทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2568-2570 จะเติบโตได้ค่อนข้างต่ำ ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ระดับต่ำต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านราคาของอุปทาน อย่างไรก็ดีจะเห็นเงินเฟ้อทางด้านอุปสงค์ค่อนข้างจำกัด จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ ในแง่ภาวะการเงินยังหดตัวต่อเนื่อง จากดีมานต์สินเชื่อที่โตช้า ตามภาวะเศรษฐกิจที่โตช้า
“กนง.ให้ความสนใจค่อนข้างมาก คือภาวะการเงินของกลุ่มธุรกิจที่มีความเปราะบาง ขนาดเล็ก เอสเอ็มอี ซึ่งถูกกดดันจากภาวะการแข่งขันทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ รวมถึงภาวะการเงินที่ค่าเงินบาทอาจจะแข็งค่าค่อนข้างเร็ว ในระยะหลัง ทำให้การประชุมครั้งล่าสุด ดอกเบี้ยนโยบายก็ลดลงมาเหลือ 1.25% เป็นระดับที่ต่ำ มีแค่ช่วงโควิดที่ต่ำกว่านี้ และต่ำเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ในโลก”นายสักกะภพ กล่าว และว่าการตัดสินใจลดดอกเบี้ยของ กนง. เป็นการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงเสริมประสิทธิภาพนโยบายอื่น ๆ
นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า ธปท.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าปี 2568 จะโต 2.2% ปี 2569 ที่คาดจะโตแค่ 1.5% และปี 2570 ที่คาดว่าจะโต 2.3% ถือว่าโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ ทั้งนี้ ศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง จากการที่พึ่งพาภาคต่างประเทศสัดส่วนค่อนข้างสูง ทั้งการส่งออกสินค้าที่มีสัดส่วนถึง 60% และการท่องเที่ยว 8% ของจีดีพี ขณะเดียวกัน ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยยังด้อยลงต่อเนื่อง
“แม้จะเห็นตัวเลขส่งออกที่ดีในปี 2568 คือโตประมาณ 12% แต่ถามว่าเป็น engine of growth ได้ดีเหมือนในอดีตหรือไม่ เนื่องจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่โต ขณะที่การแข่งขันกับสินค้านำเข้าก็รุนแรงมากขึ้น โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกได้ดี แต่ก็มี Import Content ที่สูง ทำให้เราไม่ค่อยได้รับอานิสงส์จากส่งออกที่โต ส่วนภาคการท่องเที่ยว เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม ทุกประเทศนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงกว่าช่วงโควิดหมด มีแค่ไทยที่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง”
นางปราณี กล่าวว่า ผลจากขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของ 2 ภาคดังกล่าว ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลังมาจากภาคบริการเป็นหลัก จะเห็นได้จากมีกำลังแรงงานเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคบริการเพิ่มมากขึ้น แต่เป็นภาคบริการดั้งเดิมที่จ้างงานราคาถูกเป็นหลัก ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ
“ปีนี้ประเมินว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 1.5% ชะลอลงตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่จะชะลอลง รวมถึงปัจจัยฐานสูง และปัจจัยชั่วคราวจากแรงส่งภาครัฐที่จะมีการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าประมาณ 2-3 เดือน เนื่องจากมีการยุบสภาและจะเลือกตั้งใหม่ในปีนี้”
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.กล่าวว่า ในปีนี้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัด โดยความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากเครื่องชี้แนวโน้มราคาไปข้างหน้าที่ทรงตัว รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ส่วนอัตราเงินเพื่อทั่วไปคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในครึ่งแรกของปี 2570
ด้านภาวะการเงิน อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินและระบบสถาบันการเงินปรับลดลงตามการผ่อนคลายนโยบายการเงินล่าสุด อย่างไรก็ดี สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่องส่วนหนึ่งจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง โดย ธปท.ได้ผลักดันโครงการ SMEs Credit Boost เพื่อช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพ
นายสุรัช กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่เงินบาทแข็งค่านำสกุลเงินภูมิภาค เป็นไปตามทิศทางการผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐ และปัจจัยเฉพาะของไทย ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกโดยเฉพาะ SMEs อย่างไรก็ดี ธปท.ได้ยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งที่เกี่ยวเนื่องและไม่เกี่ยวกับทองคำ รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ







