“มิสเตอร์เอทานอล” เสนอแนวคิดยุทธศาสตร์ใหม่ประเทศไทย สู่ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต รับมือวิกฤตพลังงานโลก ลดพึ่งพาฟอสซิล เดินหน้าพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว สร้างโอกาสไทยเป็น Energy Hub แห่งอาเซียน
วันที่ 12 ก.ค.69 นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่ง หรือฉายา "มิสเตอร์เอทานอล" ได้โพสต์นำเสนอรายงานปฏิรูปประเทศไทยเรื่อง“ยุทธศาสตร์ใหม่ประเทศไทย :ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต” ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว นับเป็นเรื่องที่สะท้อนแนวคิดการสร้างความมั่นคงทางพลังงานบนศักยภาพของประเทศไทยเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจาก ต่างประเทศ และชี้นำโอกาสในวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นรายงานที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อก้าวใหม่ของประเทศไทย โดยมีเนื้อหาสาระดังนี้
รายงานปฏิรูปประเทศไทย
“ยุทธศาสตร์ใหม่ประเทศไทย :ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต”
โดย: นายอลงกรณ์ พลบุตร "มิสเตอร์เอทานอล" ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ, ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย,ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว (Worldview Climate Foundation) และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่ง
ภูมิรัฐศาสตร์โลก: จุดเปลี่ยนความมั่นคงพลังงานยุคใหม่
โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญหน้ากับความผันผวนครั้งใหญ่จากแรงกดดันทาง "ภูมิรัฐศาสตร์" (Geopolitics) สงครามและความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในหลายภูมิภาคสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง คาบสมุทรยุโรปตะวันออก และเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ในทะเลจีนใต้และทะเลแดง ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิกฤตการณ์เหล่านี้ทำให้ราคาพลังงานฟอสซิลพุ่งสูงขึ้นและขาดความแน่นอน ซ้ำยังเผยให้เห็นความเปราะบางของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานแบบดั้งเดิม
วิกฤตโลกครั้งนี้คือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่า "ความมั่นคงทางพลังงาน" (Energy Security) ในยุคใหม่ ไม่ใช่การแสวงหาแหล่งฟอสซิลเพิ่มเติม แต่คือการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ พลังงานแห่งอนาคตที่เป็นอิสระ พึ่งพาตนเองได้ และปลอดคาร์บอน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามข้อตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change)ระดับสากล เช่น มาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงและพึ่งพาตนเองได้ในด้านวัตถุดิบ จึงต้องพลิกวิกฤตโลกนี้ให้เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Positioning) ในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น "ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต" (Future Energy Hub) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเสาหลักที่ขับเคลื่อนและตัวเลขดัชนีชี้วัดโอกาสดังต่อไปนี้
1.ดัชนีชี้วัดศักยภาพและเม็ดเงินลงทุนใหม่ล่าสุดของประเทศไทย (Update 2026)
1.1ืความพร้อมเชิงภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางอาเซียนมีระบบโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (Power Grid) ที่ครอบคลุมมากที่สุดในภูมิภาค พร้อมทั้งมีพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตก (WEC) ภาคอีสาน (NEEC) ภาคเหนือ (NEC) และภาคใต้ (SEC) ที่พร้อมรองรับนิคมอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
1.2 บิ๊กโปรเจกต์ดิจิทัลสีเขียวระดับแสนล้านเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยก้าวสู่จุดสูงสุดครั้งประวัติศาสตร์ ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2026 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติคำขอส่งเสริมการลงทุนโครงการยักษ์ใหญ่ของ TikTok Systems (Thailand) มูลค่าสูงถึง 26.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.42 แสนล้านบาท เพื่อขยายระบบโครงสร้างพื้นฐานเซิร์ฟเวอร์และ Data Infrastructure ขนาดมหึมาครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา พร้อมควบคู่ไปกับแผนลงทุนศูนย์บริการข้อมูล (Data Center Hosting) ต่อเนื่อง 5 ปี (2026–2030) อีกราว 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.05 แสนล้านบาท) เม็ดเงินเหล่านี้เมื่อรวมกับกลุ่ม Hyperscalers เดิมอย่าง AWS, Google และ Microsoft ทำให้ยอดสะสมทะลุกว่า 5.2 แสนล้านบาทในปีก่อน และขยับสู่ระดับล้านล้านบาทอย่างรวดเร็ว โดยเงื่อนไขสำคัญสูงสุดของทุนเทคโนโลยีโลกเหล่านี้คือ "ระบบไฟฟ้าที่ใช้ในศูนย์จัดเก็บข้อมูลต้องมาจากพลังงานสะอาด 100%" ซึ่งสร้างความต้องการไฟฟ้าสีเขียวล่วงหน้าพุ่งสูงนับพันเมกะวัตต์
1.3 การเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ประเทศไทยมีระบบสายส่งเชื่อมโยงแรงดันสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ (kV) และ 230 กิโลโวลต์ (kV) ข้ามพรมแดน ปัจจุบันมีขีดความสามารถในการส่งผ่านไฟฟ้า (Wheeling Capacity) จาก สปป.ลาว ผ่านไทย ไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ (โครงการ LTMS-PIP) อยู่ที่ 100 เมกะวัตต์ และกำลังขยายขีดความสามารถสู่ 300 - 500 เมกะวัตต์ ทำให้ไทยทำหน้าที่เป็นเสาหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของภูมิภาค
2.ร่างแผนพัฒนาพลังงานฉบับใหม่ (ร่างแผน PDP 2026) แกนหลักสู่พลังงานสะอาด 70% เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตและดีมานด์ระดับโลก กระทรวงพลังงานได้ยกระดับยุทธศาสตร์สู่ "ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 (ร่างแผน PDP 2026)" ซึ่งปรับเป้าหมายเชิงรุกเพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม
2.1 สัดส่วนพลังงานสะอาดขั้นสูงสุด (70% RE Target) การขยับเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขึ้นสูงถึง ร้อยละ 70 ของพลังงานทั้งประเทศ ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) โดยจะไม่มีการอนุมัติสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เพิ่มเติม
2.2 เป้าหมายใหม่พลังงานแสงอาทิตย์และการปลดล็อกโซลาร์เสรี ในร่างของแผน PDP2026 กำหนดเป้าหมายติดตั้งสะสมปลายแผนสูงถึง 272,087 เมกะวัตต์ พร้อมเตรียมปลดล็อกกฎหมายยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) สำหรับ Solar Rooftop ภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมขนาดเล็ก โดยกระชับขั้นตอนการอนุมัติให้จบภายใน 7 วัน
2.3 การปฏิรูปเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูง (SMR & BESS) บรรจุแผนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ระดับ Grid-scale รวม 10,485 เมกะวัตต์ เพื่อแปลงพลังงานหมุนเวียนให้เป็นพลังงานที่เสถียรตลอด 24 ชั่วโมง (Firm Power) พร้อมนำร่องโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็ก (SMR) จำนวน 2,400 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นพลังงานฐานที่ปราศจากคาร์บอน
2.4 การเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า (Direct PPA) ประกาศทางเลือกในการทำ Direct PPA เปิดเสรีให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวตรงผ่านโครงข่ายสายส่ง (TPA:Third Party Access) โดยตั้งเป้าควบคุมอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยไม่ให้เกิน 4 บาทต่อหน่วย เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
3.ศักยภาพและการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนกระแสหลักความได้เปรียบทางธรรมชาติของประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่แสงแดดและพืชผลทางการเกษตร ทว่าการผสานเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจาก ลม น้ำ และความร้อนใต้พิภพ เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ จะช่วยเร่งการกระจายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียนให้มีความเสถียรสูงสุด
3.1 พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Solar Energy + BESS) เทคโนโลยีนี้ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานกระแสหลักที่มีความพร้อมในระดับพาณิชย์สูงสุด (TRL 9) ภายใต้แผน PDP 2026 กำหนดเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์สู่ 272,087 เมกะวัตต์ ควบคู่กับการบรรจุระบบ BESS อีกกว่า 10,485 เมกะวัตต์
3.2 พลังงานลม (Wind Energy) สู่การพัฒนาทุ่งกังหันลมขนาดใหญ่และการปลดล็อกข้อจำกัดพลังงานลมของไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมติดตั้งสะสมมากกว่า 1,500 เมกะวัตต์ และในร่างแผนพัฒนาพลังงานฉบับใหม่ ได้มีการตั้งเป้าหมายขยายกำลังผลิตพลังงานลมเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5,000 - 7,000 เมกะวัตต์ โดยพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักยังคงเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ตามแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทย การพัฒนาเทคโนโลยีใบกังหันลมยุคใหม่ที่รองรับความเร็วลมต่ำ (Low Wind Speed Technology) จะช่วยให้เม็ดเงินลงทุนใหม่ไหลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมนี้ได้เร็วขึ้น
3.3 พลังงานน้ำ (Hydro Power) มิติใหม่ของระบบไฮบริดและพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดนประเทศไทยใช้ประโยชน์จากพลังงานน้ำใน 2 รูปแบบหลัก รูปแบบแรกคือการพัฒนา "โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดในเขื่อนของ กฟผ." (Hydro-Floating Solar Hybrid) โดยมีเป้าหมายติดตั้งสะสมสูงถึง 2,725 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโมเดลไฮบริดลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก รูปแบบที่สองคือ "โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ" (Pumped Storage Hydro Power) ทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่พลังงานน้ำระดับยักษ์คอยกักเก็บไฟฟ้าส่วนเกิน เสริมเข้ากับการนำเข้าพลังงานหมุนเวียนสะอาด 100% จากเขื่อนพลังน้ำในสปป.ลาว ผ่านระบบสายส่ง ASEAN Power Grid
3.4 พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) พลังงานฐานสีเขียวที่ถูกซ่อนอยู่ แม้จะเป็นพลังงานทางเลือกที่มีสัดส่วนไม่ใหญ่นัก แต่พลังงานความร้อนใต้พิภพมีข้อดีสูงสุดคือความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีความผันผวน (Base Load RE) ประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพต้นแบบแห่งแรกที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันกรมทรัพยากรธรณีและภาคเอกชนอยู่ระหว่างเร่งสำรวจและพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะชั้นหินร้อนลึก เพื่อยกระดับสู่การผลิตไฟฟ้าระดับชุมชนและการประยุกต์ใช้ความร้อนโดยตรงในภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป
(ติดตามห่วงโซ่พลังงานชีวภาพ ยานยนต์ โลจิสติกส์การบิน และการบูรณาการระบบนิเวศพลังงานแห่งอนาคตแบบเต็มรูปแบบในภาคที่ 2)








